การท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง

เนื้อหาบางส่วนจากวรรณกรรม "การท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง"

พิมพ์ PDF

วิญญาณเด็กตัวน้อยๆ

...รู้สึกคล้ายกับว่า ครึ่งหลับ ครึ่งตื่น เบลอๆอยู่นั้น ก็มองเห็นที่ข้างกายมีเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย พอมองให้ชัดคือเจินเจียหุ้ยนั้นเอง ยังแต่งกายเป็นเด็กนักเรียน แต่ค่อยๆ เติบโตขึ้น จนโตเป็นหญิงที่มีอายุรุ่นเดียวกันกับตน นั่งส่งยิ้มมาให้....

อุบาสก 'เสิ่นเหวย' นับถือศาสนาพุทธ กราบไหว้พระโพธิสัตว์ กวนซื่ออิม อย่างเคารพเป็นประจำ เพราะเขารู้ว่าพระโพธิสัตว์องค์นี้มีเหตุปัจจัยเกี่ยวพัน กับสรรพสิ่งในโลกนี้อย่างลึกซึ้ง ตลอดเวลาวันคืนทรงใช้พระเนตรมหาเมตตา เฝ้าสอดส่องสรรพสัตว์บนโลก เพื่อช่วยให้พ้นภัยพิบัติและโปรดให้พ้นทุกข์
พระโพธิสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ไร้ขอบเขต มีเรื่องราวมากมายเหมือนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา มีทั้งแบบที่เป็นสื่อสัมพันธ์ลึกล้ำ และสื่อสัมพันธ์กันเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีที่จะไม่สื่อสัมพันธ์กันอย่างแน่นอน อาตมาจึงขอเล่าเรื่องสื่อสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับพระโพธิสัตว์กวนซื่ออิม
วันนั้นเสิ่นเหวยมาหาอาตมาแล้วบอกว่า
"ท่านอาจารย์ ผมนับถือพระโพธิสัตว์กวนซื่ออิม แต่ภรรยาผมไม่เชื่อถือ ผมจะทำอย่างไรดีล่ะครับ"
"เอาแบบนี้สิ ให้อาตมาไปที่บ้าน ภรรยาท่านต้องเชื่อแน่ๆ"
"จริงหรือครับ"
"แน่นอน" อาตมาบอก
ที่อาตมากล้าพูดอย่างเต็มปากแบบนี้ เพราะว่าก่อนที่เสิ่นเหวยจะมาหา (คืนหนึ่งก่อนหน้านั้น) พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิม ที่เสิ่นเหวยบูชาที่บ้านได้มาหาอาตมาแล้ว และต้องการให้อาตมาไปที่บ้านเขา เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ภรรยาของเสิ่นเหวยหันมานับถือศาสนาพุทธ
เสิ่นเหวยถามอาตมาว่า
"ท่านอาจารย์ครับ ท่านเห็นพระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมที่บ้านผม สวมอาภรณ์อะไรครับ"
อาตมาตอบว่า
"แม้แต่ท่านก็จะมาทดสอบอาตมาหรือ เอาล่ะองค์พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิม ที่บ้านท่านเป็นองค์เก่าแก่โบราณ ตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง มีมูลค่าสูง ท่านไม่ต้องถามว่าพระองค์ท่านสวมอาภรณ์อะไร ขอบอกว่าพระองค์ถูกขุดค้นขึ้นมาจากดินที่ฝังไว้ ถึงจะชำระล้างแล้วแต่บนอาภรณ์ก็ยังมีรอยคราบสีเหลืองของดินติดอยู่ ล้างอย่างไรก็ไม่ออก"
เสิ่นเหวยฟังแล้วตกใจมาก
"ท่านอาจารย์ ท่านเป็นผู้วิเศษจริงๆ ครับ"

***************************************************

เมื่ออาตมาไปถึงห้องพระที่บ้านของเสิ่นเหวย ก็เห็นห้องพระของเสิ่นเหวยกั้นจากส่วนหนึ่งของห้องอ่านหนังสือ เป็นการจัดแบ่งเรียบง่าย เพียงเพื่อตั้งบูชาพระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมองค์เดียว ในรูปลักษณ์ประทับยืน อาภรณ์คือสีฟ้าใบไผ่ มีคราบรอยสีเหลืองของดินอยู่จริงๆ ซึ่งคราบนี้ล้างเท่าไรก็ไม่ออก
เมื่ออาตมาไปถึงบ้านเสิ่นเหวย ภรรยาของเสิ่นเหวยมีท่าทีเย็นชา ไม่สนใจ ตามที่เสิ่นเหวยบอกมา ไม่เชื่ออะไรทั้งนั้น ตอนที่เสิ่นเหวยเคารพนอบน้อมกราบไหว้บูชา เขาก็บอกให้ภรรยากราบไหว้ด้วย แต่ภรรยาก็ยังคงไม่สนใจ
ภรรยาของเสิ่นเหวยชอบพูดว่า "ไม่รู้จะกราบไหว้ตุ๊กตาดินหินกันไปทำไม"
คำพูดนี้ทำให้เสิ่นเหวยโกรธมาก
ตอนนั้นอาตมาก็ไปนั่งอยู่ตรงที่ห้องรับแขก
เสิ่นเหวยก็แนะนำว่าอาตมาเป็นคนที่สื่อกับวิญญาณได้ จนเป็นข่าวดังไปทั่วทั้งในประเทศและต่างประเทศ และพระโพธิสัตว์กวนซื่ออิม องค์ที่บ้านก็ได้ไปหาอาตมาก่อนแล้ว วันนี้จึงจะมาคุยด้วยสักหน่อย ถ้าไม่ใช่เพราะพระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมเป็นผู้เชิญมา อาตมาก็คงไม่มา เสิ่นเหวยบอกกับภรรยา
ภรรยาของเสิ่นเหวยฟังแล้วยิ้มๆ
"งั้นหรือ"
ภรรยาของเสิ่นเหวยมองอาตมาด้วยหางตา มีท่าทีไม่เชื่อถือ ในใจอาจคิดว่าอาตมาอาจจะเป็นนักหากินทางพระทางเจ้าของศาลเจ้าที่ไหนซักแห่ง ก็ได้ อาตมาจึงบอกไปว่า
"พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมที่บ้านท่านองค์นี้ ศักดิ์สิทธิ์มากนะ ท่านทรงมีเมตตาจิตที่จะโปรดกู้สรรพสัตว์ เรื่องที่พระโพธิสัตว์ได้มีการปรากฏพุทธวรกายบ่อยๆ นั้นก็เป็นเรื่องจริง" ภรรยาของเสิ่นเหวยยังคงไม่พูดอะไร เพียงวางท่าเฉยๆ
อาตมาจึงพูดอีกว่า
"พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมองค์นี้ ได้เคยเมตตาโปรดกู้เพื่อนสนิทสมัยเรียนชั้น ประถมของท่านไว้"
ภรรยาของเสิ่นเหวยมีแววตาประหลาดใจมากเมื่อได้ยินอาตมาพูดแบบนี้
"เพื่อนสนิทสมัยเรียนที่ท่านอาจารย์บอกนั้นแซ่อะไรหรือ"
"แซ่เจิน"
"เจินเจียหุ้ย" ภรรยาของเสิ่นเหวยพูดขึ้นมาทันที
อาตมาบอกภรรยาของเสิ่นเหวยว่า
"พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมนั้นได้ทรงเมตตาโปรดกู้เจินเจียหุ้ย
ออกมาจากในน้ำ และดูแลเขาตลอดเวลา เจินเจียหุ้ยจึงเท่ากับเป็นผู้อุปฐากประจำตัวของพระโพธิสัตว์" (อุปฐาก = คนรับใช้) ภรรยาของเสิ่นเหวยบอกว่า "เพื่อนสนิทที่สุดสมัยเรียนก็คือ เจินเจียหุ้ย ซึ่งเรียนด้วยกันตั้งแต่ประถม 1 จนถึงประถม 6 สนิทกันมากเหมือนเงาตามตัว แต่ว่าตอนที่ไปเที่ยวสมัยเรียนประถม 6 นั้น ได้ลงไปนั่งในเรือ และเรือที่เจินเจียหุ้ยนั่งนั้นได้ล่มลง ทำให้ต้องสูญเสียเพื่อนสนิทที่สุดคนนี้ไป จากนั้นก็ไม่เคยมีเพื่อนสนิทอีกเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้เสียใจมาก "
ภรรยาของเสิ่นเหวยพูดอีกว่า "นี่คือเรื่องในอดีตสมัยเด็กๆ ที่ได้ผ่านพ้นไปตามกาลเวลาจนลืมไปแล้ว และตัวเขาก็ไม่เคยเอ่ยถึง เสิ่นเหวยเองก็ไม่รู้เรื่องนี้ แต่พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมสามารถบอกให้ท่านอาจารย์ทราบได้ ย่อมเป็นเรื่องที่น่าพิศวงจริงๆ"
ภรรยาของเสิ่นเหวยถามอาตมาต่อว่า "ท่านอาจารย์ช่วยถามเจินเจียหุ้ยให้หน่อยได้ไหมว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่ยังไม่สมหวัง"
อาตมาตอบ
"เจินเจียหุ้ยบอกว่า เขาหวังว่าจะไปเที่ยวญี่ปุ่นพร้อมคุณสักครั้ง"
ภรรยาของเสิ่นเหวยฟังแล้วก็น้ำตาไหล ร้องไห้เป็นการใหญ่
ตอนเด็กๆ ฉายาของเจินเจียหุ้ยคือ 'ตุ๊กตาญี่ปุ่น' เพราะเจินเจียหุ้ยตอนเด็กๆ นั้นหน้าตาขาวสะอาด ตาชั้นเดียวและคิ้วเรียวคมชัด พอหัวเราะจะเห็นฟันเป็นเขี้ยวซี่หนึ่ง เหมือนสาวญี่ปุ่นส่วนมากที่มีตาชั้นเดียว และมีฟันเป็นเขี้ยว
ตอนที่มีงานประจำของโรงเรียน เจินเจียหุ้ยสวมชุด 'กิโมโน' มือถือร่ม และเต้นรำแบบญี่ปุ่น ร้องเพลงญี่ปุ่น สมกับที่ได้ฉายาว่า 'ตุ๊กตาญี่ปุ่น' มาก
ช่วงที่เรียนชั้นประถมต่างก็ไร้เดียงสาไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร แต่ทั้งสองคนก็ได้สัญญากันไว้ว่า
"โตขึ้นเราสองคนจะไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน"
ภรรยา ของเสิ่นเหวยบอกว่า นี่เป็นความลับระหว่างเขากับเจินเจียหุ้ยสองคนที่ทั้งสองได้นัดกันว่าจะไป เที่ยวญี่ปุ่นพร้อมกัน หลังจากอาตมาได้บอกไปว่าความหวังของเจินเจียหุ้ยคือ "การได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นพร้อมเธอ" เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสะเทือนใจ จนทำให้ภรรยาของเสิ่นเหวยร้องไห้เป็นการใหญ่ ภรรยาของเสิ่นเหวยบอกว่า "ฉันไม่เคยไปญี่ปุ่นเลย แต่ต่อจากนี้จะต้องไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้ได้สักครั้ง"
"ดีมาก" อาตมาบอก "ท่านอาจารย์คะ แล้วแบบนี้ฉันจะต้องทำอย่างไรจึงจะไปเที่ยวพร้อมกับเจินเจียหุ้ยได้คะ"
อาตมาตอบว่า "เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ขอแค่ก่อนจะเดินทางให้จุดธูปบอกกล่าวกับโพธิสัตว์กวนซื่ออิม โดยอาตมาจะทำตุ๊กตาผ้าเล็กๆให้เจินเจียหุ้ยสิงเข้าไป แล้วท่านก็ใส่ไว้ในกระเป๋าถือติดตัวไปเที่ยวญี่ปุ่นพร้อมกัน" ภรรยาของเสิ่นเหวยถามอีกว่า "ทำไมพระโพธิสัตว์กวนซื่ออิม ถึงได้ศักดิ์สิทธิ์ อย่างนี้ล่ะคะ"
อาตมาบอกว่า "กวนซื่ออิม สามคำนี้ มีความหมายว่า มองตรวจสอบเสียงของชาวโลก คือช่วยเหลือโปรดทุกข์ตามเสียงที่ร้องขอ โพธิสัตว์ หมายถึงโปรดกู้สรรพสัตว์ผู้ที่มีจิตใจความรู้สึก ความหมายของพระนามหมายถึง การโปรดกู้สรรพสัตว์ไปตามเสียงที่ร้องขอ อนึ่งพระโพธิสัตว์เป็นพุทธโบราณอวตารมา อันที่จริงได้สำเร็จพุทธะในกัปกัลป์ที่นับจำนวนไม่ถ้วนมาแล้ว มีพระนามว่า 'สัทธรรมวิทยาตถาคต' แต่เนื่องจากมีจิตเมตตาการุญไร้ขอบเขต ตั้งมหาเมตตาปณิธาน จึงปรากฏกายเป็น โพธิสัตว์ เทวดา และมนุษย์ ในทศทิศโลกา เพื่อให้อภัยทาน โปรดกู้สรรพสัตว์"
เสิ่นเหวยกล่าวว่า
"ในพระสูตรบท "พู่เหมินผิ่น" กล่าวว่า ควรโปรดด้วยกายาแบบไหน ก็ปรากฏกายาแบบนั้นไปโปรดกู้โดยการเทศนาธรรม
พวกเราเมื่อเจอกับภัยพิบัติทางอาวุธ คน อุทกภัย อัคคีภัย โรคร้ายสัตว์ร้าย ศัตรูคู่อริคู่แค้น ผีร้ายงูพิษ หรือภัยพิบัติอันตรายต่างๆ ถ้าท่องพระนาม 'นโม กวนซื่ออิมโพธิสัตว์' ก็จะได้รับการปกป้องจากองค์พระโพธิสัตว์ เปลี่ยนเรื่องอันตรายเป็นเรื่องปลอดภัย อีกอย่าง พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้าอมิตพุทธแห่ง แดนสุขาวดี และเป็นองค์ข้างวรกายของพระพุทธเจ้าศากยมุนี ในสรรพโลกาของเรานี้ ทั่วสิบทิศโลกเหมือนผงธุลี พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมสามารถโปรดกู้วิญญาณผู้วายชนม์ไปสู่ปัจฉิมทิศ" เมื่อก่อนเวลาเสิ่นเหวยพูดเรื่องเหล่านี้ ภรรยาจะไม่เคยฟังทั้งนั้น แต่ตอนนี้ เธอกลับยอมรับฟังแล้ว
ภรรยาของเสิ่นเหวยไปจุดธูป กราบไหว้พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิม ไหว้แบบเคารพสูงสุด ด้วยการคุกเข่าสามครั้ง และทุกครั้งจะโขกหัวที่พื้นสามครั้งด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นการขออภัยที่แต่ก่อนไม่เคยเคารพ ภรรยาของเสิ่นเหวยรับปากว่า ต่อไปจะท่อง "นโม กวนซื่ออิมโพธิสัตว์" ทุกๆวัน แต่ภรรยาของเสิ่นเหวยก็ยังมีข้อสงสัย ถามอาตมาว่า
"เจินเจียหุ้ยหน้าตา ดีน่ารัก อายุน้อยๆ ไร้เดียงสา ไม่เคยทำเรื่องชั่ว แม้ความคิดชั่วร้ายก็ไม่เคยมี จิตใจเมตตา สะอาดบริสุทธิ์ ทำไมเรือล่มแล้วถึงได้ตายไป อายุสั้นแบบนี้ ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ" อาตมาตอบว่า
"นี้เป็นข้อสงสัยเดียวกันของชาวโลก ฉะนั้นศาสนาพุทธจึงพูดถึงกฎแห่งกรรมที่มีมาในสองสามชาติ หรือผลกรรมในหลายๆ ชาติ สาเหตุก็เพราะเรื่องนี้"
เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า
"ชาติก่อนฆ่าสัตว์มาก ชาตินี้เภทภัยก็จะมาก มีหนี้ชีวิตก็จะถูกตามฆ่า อาจจะตายด้วยอุบัติเหตุ เคยทำลายรังนกหลุมซ้อนเขา เป็นหนี้เผาบ้านเธอ จงใช้หูตั้งใจฟังพระพุทธเจ้าทรงเทศน์ วิบากกรรมสมดุลกัน"
ตามที่กล่าวมานี้จึงรู้ว่า ไม่ว่าถูกเขาฆ่าตาย หรือตายเพราะเกิดอุบัติเหตุ ล้วนมีเหตุแห่งกรรมในอดีตชาติ ย่อมมีพรหมลิขิตของชะตาแล้ว ศาสนาพุทธกล่าวว่า "ได้ดื่มน้ำ ได้จิกกิน ล้วนลิขิตไว้แล้ว" จนถึงกับว่า นิ้วมือถูกบาด เข็มเล่มหนึ่งสูญหาย หรืออันตรายน่ากลัว ตายหรือเจ็บเพราะอุบัติเหตุ ย่อมมีเหตุ ไม่ใช่ไม่มีสาเหตุ อาตมาบอกว่า ไม่เพียงแต่เจินเจียหุ้ยตายเพราะอุบัติเหตุ ยังมีทารกมากมาย พอเกิดมาก็ตายแล้ว และยังมีพวกเกิดมาก็พิการตลอดไป ถ้าหากไม่เป็นเพราะมีกฎแห่งกรรม (เหตุและผล) มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมเลยสักนิด แล้วโลกนี้ยังจะมีหลักธรรมแห่งสวรรค์อยู่อีกหรือ

***************************************************

ไม่นานต่อมาหลังจากนั้นภรรยาของเสิ่นเหวยได้ไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ได้พบเจอกับหลายเรื่องที่สนุก
ตอนนั้นเธอไปกับคณะทัวร์ คืนแรกถูกจัดให้นอนสองคนต่อหนึ่งห้อง ต่อมาหญิงวัยกลางคนที่ร่วมห้องนอนด้วย ก็ไปขอหัวหน้าผู้นำเที่ยว ว่าขอนอนคนเดียว โดยยอมจ่ายเงินเพิ่มพิเศษ เมื่อเป็นเช่นนี้ภรรยาของเสิ่นเหวยจึงได้นอนเพียงคนเดียว
เช้าวันต่อมา อาจเป็นเพราะกลางวันเดินมากไปหน่อยจึงเหนื่อยเพลีย นอนหลับลึกมาก ไม่ยอมตื่นง่าย แต่อยู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงมากระซิบเบาๆ ที่ข้างหูว่า "รีบตื่นเถอะ ไม่งั้นจะสายนะ"
เธอจึงสะดุ้งและรีบตื่นขึ้นมา พอดูนาฬิกาที่ข้อมือ ก็เหลือเวลาอีกเพียง 10 นาที ก็จะถึงเวลานัดรวมตัวของคณะทัวร์ เธอจึงรีบไปแปรงฟัน ล้างหน้า หยิบกระเป๋าแล้วออกจากห้องได้ทันเวลาพอดี ถ้าเธอไม่ได้ยินเสียงคำเตือนนั้น เชื่อว่ารถทัวร์คงมีลูกทัวร์มาไม่ครบ แล้วเธอก็อาจจะยังนอนหลับสบายอยู่ในห้องต่อไป
ภรรยาของเสิ่นเหวยบอกว่าเสียงเบาๆ ที่เรียกนั้นคุ้นหูมาก รู้สึกว่าที่จริงมันคือเสียงของเจินเจียหุ้ย
ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง คือตอนที่อยู่บนรถทัวร์ที่นั่งในรถทัวร์นั้นว่างมาก ครั้งหนึ่งเธอไปนั่งตรงที่นั่งที่ไม่ค่อยมีคน เตรียมจะนอนสักงีบ
พอภรรยาของเสิ่นเหวยกำลังจะงีบ รู้สึกคล้ายกับว่า ครึ่งหลับ ครึ่งตื่น เบลอๆอยู่นั้น ก็มองเห็นที่ข้างกายมีเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย พอมองให้ชัดคือเจินเจียหุ้ยนั้นเอง ยังแต่งกายเป็นเด็กนักเรียน แต่ค่อยๆ เติบโตขึ้น จนโตเป็นหญิงที่มีอายุรุ่นเดียวกันกับตน นั่งส่งยิ้มมาให้
"เธอคือเจินเจียหุ้ยหรือ"
"ใช่"
เจินเจียหุ้ยพูดว่า
"ฉันดีใจมาก ที่ความหวังในการเที่ยวญี่ปุ่นได้สมหวังแล้ว"
"นั่นสินะฉันเองก็ดีใจเหมือนกันที่เราทั้งสองได้มาเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกันซะที" ภรรยาของเสิ่นเหวยตอบ
ทั้งสองเหมือนย้อนกลับไปในสมัยเด็ก ได้ไปโรงเรียนด้วยกัน ทำการบ้านด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน เฮฮากันอย่างมีความสุขมาก
พอรถทัวร์ไปถึงแหล่งท่องเที่ยว ภรรยาของเสิ่นเหวยจึงตื่นขึ้นมา พอเธอนึกถึงความฝันที่ผ่านมา ก็รู้ว่าเจินเจียหุ้ยเพื่อนสนิทได้มาเที่ยวญี่ปุ่นพร้อมเธอจริงๆ
เจินเจีย หุ้ยบอกกับเธอว่า กลัวเธอจะจำสภาพตอนโตแล้วของตัวฉันเองไม่ได้ จึงปรากฏกายให้เห็นตั้งแต่สมัยตอนยังเป็นเด็กจนโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และพาเข้าไปสู่ความฝัน ย้อนกลับไปในสภาพสมัยที่ยังเป็นเด็กๆอยู่
ภรรยาของเสิ่นเหวยไม่มีความกลัวแต่อย่างไร มีแต่ความรู้สึกที่อบอุ่น
มีอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่ไปท่องเมือง "เซียงเกิน" เพื่อไปชมดอกไม้บนเขา แต่เกิดฝนตกหนัก ทุกคนล้วนเปียกฝน มีเพียงภรรยาของเสิ่นเหวยคนเดียวเท่านั้นที่มีร่มติดมา เพราะก่อนจะออกมาเจินเจียหุ้ยได้บอกให้เธอพกร่มมาด้วย พร้อมกำชับเธอว่าช่วงเที่ยงจะมีฝนตก ทั้งรถทัวร์จึงมีเพียงคนเดียวที่พกร่มมา

***************************************************

หลังจากได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้ว เสิ่นเหวยและภรรยา ได้มาหาอาตมาที่บ้านเพื่อขอให้ช่วยทำพุทธาภิเษกและสรณคมน์ โดยบอกว่าเจินเจียหุ้ยสั่งไว้ให้มาทำ "ไปอาศัยท่านอาจารย์หลูเซิ่งเยี่ยนเพื่อเรียนพุทธธรรมเถอะ"
"ท่านอาจารย์เป็นใครหรือ"
"ท่านเป็นจิตอาศัยธรรมะ ธรรมะอาศัยจิต จิตก็คือธรรมะ ธรรมะก็คือจิต ท่านเป็นผู้ที่มีจิตและธรรมะรวมเป็นหนึ่ง"
"ธรรมาจารย์ของศาสนาพุทธมีมากหลาย ไปถือเป็นที่สรณะได้ไหม"
เจินเจียหุ้ยไม่ได้ตอบ และพูดซ้ำว่า
"จิตของหลูเซิ่งเยี่ยนอริยเจ้า ข้ามเหนือไปจากกาลเทศะ แทนภูมิภพของสรรพสิ่ง หลูเซิ่งเยี่ยนอริยเจ้า เป็นพระอมิตพุทธเจ้าของปัจจุบัน ไม่ต้องสงสัย"
"แล้วหลังจากถือเป็นสรณะ แล้วจะทำอย่างไรต่อ"
"เคารพต่ออาจารย์ ให้ความสำคัญต่อธรรมะ ปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ไม่มีวันที่จะถดถอยโพธิจิต"
เสิ่นเหวยและภรรยา บำเพ็ญธรรมต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จนสามารถนำจิตของตนเข้าสู่สภาวะไม่ไหวติงได้อย่างไม่ยากเย็น

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช