การท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง

เนื้อหาบางส่วนจากวรรณกรรม "การท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง"

พิมพ์ PDF

ป้ายบูชาต่ออายุผู้มีพระคุณ

"ภัยพิบัติของมนุษย์เป็นอนิจจัง เกิดจากกรรมาวรณะของชาติก่อน ชาตินี้อย่าสร้างเหตุแห่งกรรม ชาติหน้าย่อมไม่มีผลทุกข์"

มีวันหนึ่งอาตมาไปปีนเขา…พอไปถึงครึ่งทางซึ่งเป็นช่วงเชิงภูเขา มีวัดใหญ่แห่งหนึ่ง ถ้ายืนที่หน้าวัด กวาดสายตามองลงไปจะมองเห็นผืนดินเป็นที่ราบทั้งหมด
ถือว่ามีทัศนียภาพสิ่งแวดล้อมที่สวยงามมาก
อาตมารู้สึกจิตใจผ่องใสอารมณ์ดี จึงเขียนบทกลอนว่า
ดอกไม้ตกลงที่ทางลับลอยอยู่ในลำธาร
แสงอาทิตย์ส่องมาเฉียงๆหน้าวัดบนกิ่งสน
ส่องมองเรื่องราวชาวโลกไร้ขอบเขต
มีเพียงสมาธิฌานพุทธะที่หยั่งรู้สิ่งทั้งปวง
พอชมทิวทัศน์สวยงามแล้วก็เข้าไปไหว้พระที่อุโบสถบัลลังก์มหาบุรุษของวัด บังเอิญมองเห็นตรงกลางของโต๊ะบูชา ตั้งบูชาป้ายต่ออายุ หน้าป้ายบูชามีสิ่งของบูชาตั้งไว้มากมาย มีพระภิกษุ พระภิกษุณี กำลังสวดมนต์สรรเสริญ พระพุทธเจ้าอยู่
พระภิกษุ พระภิกษุณีสวด 'ทศมหาปณิธานราชันโพธิสัตว์สมันตภัทร' (ปริวรรตหนึ่งในอวตังสกสูตร)
หนึ่งเพื่อขอกราบไหว้บูชาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
สองขอสรรเสริญพระตถาคต
สามขอถวายสิ่งบูชาอย่างกว้างขวาง
สี่ขอขมากรรมาวรณะ
ห้าขออนุโมทนาบุญกุศล
หกขอให้หมุนธรรมจักร
เจ็ดขอพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนโลกนานๆ
แปดขอเรียนพุทธธรรมตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้
เก้าขอทำตามปรารถนาของสรรพสัตว์
สิบขออุทิศส่วนกุศลทั่วไป พระพุทธเจ้าทั้งหลายในสิบทิศสามชาติ พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลาย มหาปรัชญาปารมิตา และท่องว่า
"ขออุทิศแด่ทานบดีของป้ายต่ออายุยืน ขอให้ร่างกายแข็งแรง มีบุญวาสนา อายุครบสมบูรณ์ แสงรัศมีส่องทั่ว ศิริมงคลสมหวัง บรรลุทวารวิเศษของปัทมาครรภ์ เข้าไปภูตตถาตาสมุทรแห่งไวโรจนา" พออาตมาเห็นชื่อเจ้าของป้ายต่ออายุก็ตกใจ เพราะเขียนว่า
"ป้ายต่ออายุยืนพระอาจารย์อริยเจ้าหลูเซิ่งเยี่ยน"
อาตมารู้สึกแปลกใจ เพราะอาตมามาปืนเขาลูกนี้เป็นครั้งแรก และแน่นอนอาตมาก็มากราบไหว้วัดนี้เป็นครั้งแรก ส่วนเจ้าอาวาสวัดนี้อาตมาก็ไม่คุ้นเคย
ทำไมพวกเขาถึงได้ตั้งบูชาป้ายต่ออายุยืนให้อาตมาล่ะ
อาตมาจึงถามพระต้อนรับแขกว่า
"ผู้ใดตั้งป้ายต่ออายุยืนนี้"
พระต้อนรับแขกบอกว่า
"ฮูหยินหงหุ้ยครับ"
"หงหุ้ยคือใคร"
"เป็นฮูหยินสูงศักดิ์ เป็นมหาทานบดีของวัดนี้"
"ทำไมตั้งป้ายต่ออายุยืนให้พระอาจารย์หลูเซิ่งเยี่ยนล่ะ"
"ไม่ทราบครับ"
อาตมาลองถามพระรูปอื่น พวกเขาต่างก็ไม่รู้สาเหตุที่ฮูหยินหงหุ้ยมาตั้งป้ายต่ออายุยืนให้อาตมา
แน่นอนว่าตัวอาตมาเองก็ยิ่งแปลกใจใหญ่ ฮูหยินหงหุ้ยคนนี้คือใคร ทำไมต้องมาจุดตะเกียงตลอดกาลในวัด และตั้งป้ายต่ออายุยืนบูชาอาตมา และป้ายนี้ทำไว้แบบถาวรตลอดชีพเสียด้วย เรื่องแบบนี้ ไม่เพียงอาตมาแปลกใจอยากรู้ ไม่ว่าใครก็ต้องถามให้รู้เรื่อง มันเรื่องอะไรกันแน่
พระต้อนรับแขกถามอาตมาว่า
"ท่านเป็นใครหรือ ถามเรื่องนี้อย่างสงสัยทำไมกัน"
พออาตมาเอาบัตรประจำตัวให้ดูเท่านั้น พระรูปนี้ก็ตกใจว่า
"ท่านคืออาจารย์หลูเซิ่งเยี่ยนเองหรือครับ"
อาตมาพยักหน้ารับ
แล้วข่าวก็ถูกถ่ายทอดไปอย่างรวดเร็ว เจ้าอาวาสของวัดออกมาต้อนรับ เชื้อเชิญอาตมาเข้าไปในห้องรับแขก ตามที่อาตมาทราบ เจ้าอาวาสเคยได้ยินชื่อเสียงของอาตมา ทุกคนที่นี่ต่างก็เคยได้ยินชื่ออาตมา เช่นกัน แต่ไม่เคยเห็นตัวจริง ที่เจ้าอาวาสออกมาต้อนรับนั้นไม่ใช่เพราะชื่อเสียงของอาตมาโด่งดัง แต่เพราะฮูหยินหงหุ้ยเป็นมหาทานบดีของวัด ซึ่งวัดแห่งนี้ค่าก่อสร้างครึ่งหนี่งเป็นเงินที่หงหุ้ยบริจาคให้ อาตมาจึงถามเจ้าอาวาสถึงสาเหตุที่ตั้งบูชาป้ายต่ออายุยืนของอาตมา เจ้าอาวาสก็เล่าให้ฟังว่า
ฮูหยินเป็นภรรยาของมหาเศรษฐีในวงการธุรกิจ แต่ไหนมาก็นับถือศาสนาพุทธ มีการบริจาคเงินให้วัดต่างๆมากมาย นับเป็นมหาทานบดีท่านหนึ่ง
นางเคยได้ยินข่าวอันเหลือเชื่อที่เหนือความนึกคิดของอาตมามานานแล้ว เคยคิดจะไปเยี่ยมคารวะ แต่ไม่ต้องการทำอย่างเอิกเกริก จึงลงใต้มาคนเดียว แต่งตัวง่ายๆ ธรรมดาอยู่ในกลุ่มชน เข้าแถว เวลารอถามเรื่อง เขาก็ไม่เอานามบัตรของตนออกมาแสดง และไม่แจ้งชื่อของบริษัท แม้ชื่อแซ่ในใบถามเรื่องก็ใช้นามแฝง เหมือนว่านางคล้ายจะมาเพื่อทดสอบอาตมา อันที่จริงตัวอาตมาเองก็รู้จักมหาเศรษฐีหลายคนในวงการค้า แต่ภรรยาพวกเขาชื่ออะไร หน้าตาเป็นอย่างไร อาตมานั้นไม่รู้จักและก็ไม่ต้องการรู้จัก
อย่างตอนที่หงหุ้ยมาถามเรื่อง อาตมาเองก็ไม่รู้เรื่อง พอถึงคิวหงหุ้ยก็ยื่นใบถามเรื่องให้ ในใจก็ตื่นเต้นอยู่
ตอนนั้นอาตมาไม่ได้เงยขึ้นมามองแม้สักนิด เพียงอ่านตามใบถามเรื่อง พูดพึมพำเบาๆ ในปากเท่านั้น
หงหุ้ยคิดว่า ถ้าอาตมามีอิทธิฤทธิ์มาก ย่อมต้องบอกว่า ชื่อแซ่นี้ วันเดือนปีเกิดนี้เป็นของปลอม ไม่ให้ถาม เพราะนางเคยได้ยินว่าถ้าใช้ชื่อปลอม วันเกิดปลอม ที่อยู่ปลอม จะปิดบังอาตมาไม่ได้ แต่อาตมากลับไม่ได้เงยหน้ามามอง และไม่ได้บอกว่าข้อมูลที่ให้มานั้นเป็นของปลอม เพียงแต่ถามว่า "มาถามเรื่องอะไร"
หงหุ้ยพูดอย่างคลุมเครือว่า
"ดวงชะตา"
แต่ดวงชะตามันกว้างมาก ไม่รู้ขอบเขต
"ถ้าช่วงเวลาอันใกล้นี้ ท่านเห็นรอบๆ มืดไปหมด ท่านต้องท่องคาถาหฤทัยของอาตมา แล้วอาตมาจะปรากฏกายมาช่วย"
"มืดไปทั้งหมด มันก็คือกลางคืนไม่ใช่หรือคะ" หงหุ้ยถาม
"กลางคืนก็ไม่แน่ว่ามืดหมด ยังมีแสงจันทร์ แสงดาว แสงตะเกียง"
"แล้วหฤทัยคาถาของท่านอาจารย์คือ"
"โอม กูลู เหลียนเซิน ซีตี ฮุ่ม"
อาตมาท่องให้ฟังเที่ยวหนึ่ง
หงหุ้ยท่องตามจบหนึ่งแต่จำไม่ได้ อาตมาเอากระดาษมาเขียนให้ มอบให้เธอและสั่งให้ท่องจนคล่อง
หงหุ้ยคิดจะถามเรื่องการแต่งงานของน้องสาวต่ออีก แต่คนที่อยู่ข้างๆบอกว่า
"คนเดียวถามได้เรื่องเดียว ถ้าจะถามสองเรื่องต้องมาทีหลัง"
หงหุ้ยร้อนใจถามต่อว่า
"เห็นรอบๆ มืดหมดเป็นเรื่องอะไรหรือ"
"ถึงเวลาย่อมรู้เอง"
"เวลาไหน"
"ใกล้ๆ นี้"
พวกที่อยู่รอบๆ ใจร้อน รีบเร่งให้หงหุ้ยถอยออกมา ให้คนอื่นเข้ามาถามต่อได้แล้ว
หงหุ้ยเดินออกมา ในใจรู้สึกไม่สบอารมณ์ ว่าอาตมานั้นทำตัวยกตน ถามเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้เงยหน้ามามองเลย เขาเป็นถึงภรรยาประธานกรรมการบริษัทใหญ่ ร่ำรวยเงินทอง
เวลาออกจากบ้าน จะมีทั้งคนขับรถและคนรับใช้เหมือนหมู่ดาวล้อมเดือนก็ไม่ปาน สวมเครื่องทองเครื่องหยกเต็มกาย เวลาไปที่ไหนไม่เคยถูกผู้ใดมองข้ามความสำคัญแบบนี้
และเอาแต่พูดอย่าง เดียว เหมือนไปตลาดสดมากกว่า แถมยังมีคนมากมายเบียดไปเบียดมา พอถึงคิวได้พูดเพียงคำสองคำก็ไล่แล้ว จะขอถามอีกคำหรืออีกเรื่องก็ไม่ได้
พอถูกไล่ส่งออกมาก็รู้สึกน้อยอกน้อยใจ
หง หุ้ยยังสงสัยเพราะเคยได้ยินว่า อาตมานั้นมีอิทธิฤทธิ์มาก ถ้าให้ข้อมูลปลอมก็จะรู้ทันที แต่ทำไมไม่เห็นรู้เรื่อง ไม่เห็นแสดงอะไรออกมาเลยสักอย่าง และหงหุ้ยเป็นภรรยามหาเศรษฐี อาตมาก็ยังมองไม่ออก ไม่รู้เลยเหรอ
หงหุ้ยรู้สึกว่า ผู้คนชอบพูดเกินความจริง จนเกิดข่าวลือผิดพลาด ลือไปลือมาก็ยิ่งวิเศษ ที่จริงก็เหมือนหมอดูในตลาดกลางคืน เพียงแต่มีคนมาถามมากหน่อย พูดจาวิเศษให้คนฟังไปเท่านั้น
หงหุ้ยคิดไปคิดมา รู้สึกคล้ายถูกหลอก จนทำให้ไม่สบายใจ
มีคุณนายคนหนึ่งอยู่ข้างๆ บอกหงหุ้ยว่า
"เทพทำนายของท่านอาจารย์แม่นมากนะ"
หงหุ้ยได้ยินแบบนี้ก็บอกว่า
"พูดเพียงสองสามคำเท่านั้นนะหรือที่บอกว่าแม่น"
คุณนายคนนั้นบอกต่อว่า
"อย่ามองข้ามสองสามคำ ทุกคำมีค่ามาก จะเป็นเรื่องจริง"
"จริงหรือ"
"ถ้าไม่จริง คนเหล่านี้จะมาเข้าแถวทำไมล่ะ แม่นจริงๆ นะ"
"โอ"
หงหุ้ยจึงเอาคาถาอาตมามาท่อง ท่องไม่กี่จบก็จำได้ เพราะคาถานั้นสั้นมาก จึงท่องงึมงำอยู่ตลอด

•••••••••••••••••••••••••

เมื่อหงหุ้ยกลับถึงบ้าน ก็ได้เล่าเรื่องไปถามดวงชะตาให้สามีฟัง
พอสามีได้ฟังก็หัวเราะใหญ่
"สังคมทุกวันนี้มีนักต้มตุ๋นอยู่มาก หมอดูหมอเดาเต็มไปหมด ไม่ควรไปเชื่อ รอบๆ มืดหมด มันไม่ใช่ล้างฟิล์มอยู่ในห้องมืดหรือ เพราะห้องมืดล้างฟิล์มก็ต้องมีไฟสีแดงนะ อย่าคิดมากน่ะ" หลายวันต่อมา สามีของหงหุ้ยต้องไปประชุมที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส หงหุ้ยขอตามไป แต่ไม่ได้ไป เพราะใจจริงนั้นคิดเพียงจะไปซื้อเครื่องประดับของ 'คาร์เทียร์' หลายชิ้น เท่านั้น ความชอบ ความนิยมของหงหุ้ยคือเครื่องประดับคาร์เทียร์ นางคิดว่าไม่เพียงแบรนด์เนมดี ยังเป็นถือเป็นงานศิลปะที่ทำได้ละเอียดมาก มีความงามหรูหราภายนอก สวมใส่ก็สบาย
น้ำหอม สร้อยคอ แหวน นาฬิกาข้อมือ เครื่องเขียน ปากกาของหงหุ้ยล้วนเป็นยี่ห้อคาร์เทียร์
หงหุ้ยหลงสินค้าของคาร์เทียร์ เพราะคิดว่าการออกแบบเครื่องประดับของคาร์เทียร์งามมาก
หงหุ้ยมีเพชรสีน้ำเงินเม็ดหนึ่ง งานเจียระไนงดงามมาก
ช่างออกแบบในสำนักงานใหญ่ เมืองปารีสของคาร์เทียร์ได้มีการติดต่อกับหงหุ้ยตลอด เพราะช่างออกแบบต้องช่วยหงหุ้ยออกแบบตุ้มหู
ตอนที่หงหุ้ยกับสามีอยู่บนเครื่องบินที่บินไปปารีส เกิดเรื่องที่น่าตกใจเรื่องหนึ่ง
ทั้งสองนั่งในห้องชั้นหนึ่งของเครื่องบิน ระหว่างบินอยู่ แอร์โอสเตสช่วยปิดหน้าต่างให้หมดเพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อน ผู้ที่ไม่พักผ่อนจะดูทีวีหรือถ้าฟังดนตรีก็จะสวมหูฟัง ถ้าอ่านนิตยสารก็จะเปิดไฟดวงเล็กๆ ส่วนตัว

ฟ้ามีลมเมฆที่คาดเดาไม่ได้ คนมีโชคภัยทุกวันคืน

ในห้องโดยสารชั้นหนึ่งนั้นมีคนไม่มาก ส่วนใหญ่นั่งชั้นธุรกิจหรือชั้นประหยัด
ทันใดนั้นเอง อยู่ๆ เครื่องบินได้เกิดการสั่นสะเทือน ทุกคนคิดว่าเจออากาศผิดปกติ ไม่สนใจ
จากนั้นมีเสียงดังเกิดขึ้น แล้วกระแสไฟฟ้าของเครื่องบินก็ดับลง
ภาพยนตร์หยุดเล่น ดนตรีหยุดเล่น ไฟดวงเล็กก็ดับ
รอบๆ ตัวมีแต่ความมืด
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้โดยสารทั้งหมดต่างก็รู้สึกว่า ใบพัดของเครื่องบินได้หยุดทำงานแล้ว เครื่องบินกำลังดิ่งลง ไม่ได้ยินเสียงทำงานของเครื่องบินเลย
เมื่อรอบตัวมืดหมด ทุกคนต่างกรีดร้องด้วยความกลัว
หงหุ้ยตกใจมาก ใจดิ่งวูบเมื่อเครื่องบินดิ่งลง รอบๆ มีแต่ความมืด
หงหุ้ยนึกได้ทันทีว่า ครั้งหนึ่งอาตมาเคยบอกว่า เมื่อรอบๆ มืดหมด ให้ท่องหฤทัยคาถาของอาตมา แล้วอาตมาจะปรากฏกายมาช่วย
หงหุ้ยสูดลมหายใจแรงๆ สวดท่องเสียงดังว่า
"โอม กูลู เหลียนเซิน ซีตี ฮุ่ม"
เมื่อร้องไปได้เพียงสามจบ
ก็มีเสียงดังเกิดขึ้น แสงไฟกระพริบ ในสายตาของหงหุ้ยมองเห็นว่าแสงสว่างของไฟฟ้านั้น มีอาตมากำลังยิ้มให้อยู่
แล้วทุกอย่างในเครื่องบินก็กลับสู่ภาวะปกติ
ส่วนเครื่องยนต์กลับมาทำงาน เครื่องบินกำลังรักษาความสมดุลและบินไป ค่อยๆ ทะยานลอยขึ้น ทุกอย่างกลับคืนสู่ภาวะปกติเช่นกัน
กัปตันพูดผ่านไมค์โครโฟน ด้วยศัพท์เทคนิคมากมายที่ฟังไม่เข้าใจ แอร์โอสเตสก็เดินไปปลอบใจผู้โดยสารที่บ่นอยู่
ทุกคนต่างคาดคะเนต่างๆ นาๆ ไป ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
ดีที่พอผ่านเรื่องนี้ไปแล้ว เครื่องบินก็ไปถึงปารีสอย่างปลอดภัย หลังจากทั้งสองได้ทำธุรเสร็จที่ปารีส ก็เดินทางกลับอย่างปลอดภัย
เรื่องที่เกิดขึ้นสะเทือนขวัญวงการบิน เพราะผลการตรวจสอบออกมาก็พบว่าทุกสิ่งปกติดี ไม่มีสิ่งบกพร่องจากฝีมือมนุษย์ เครื่องยนต์ก็ไม่ผิดปกติ ตรวจสอบก็ไม่พบอะไร หลังจากตรวจแล้วก็กลายเป็นปริศนา ไม่รู้ถึงสาเหตุที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
หงหุ้ยคิดในใจว่า
"เทพทำนายของท่านอาจารย์ทำไมแม่นอย่างนี้นะ รอบๆ กายมืดหมด ตอนนั้นในห้องโดยสารก็มืดหมดจริงๆ พอท่องหฤทัยคาถา ท่านอาจารย์ก็มาปรากฏตัว จนมองเห็นหน้าของท่านอาจารย์ในแสงไฟ ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์นั้นรู้ได้อย่างไร ว่าฉันเกิดตัดสินใจขึ้นมากระทันหันที่จะไปซื้อเครื่องประดับที่ฝรั่งเศส และจะนั่งเครื่องบินลำนั้นด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนน่าพิศวง หรือว่าในที่มืดมนจะมีพรหมลิขิตอยู่จริงๆหรือ"
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สามีของหงหุ้ยพูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน

•••••••••••••••••••••••••

เรื่องราวทางโลกนี้ ที่จริงไม่มีอะไรคงทนแน่นอน เหมือนฟ้าก็มี ลม ฝน ฟ้าผ่า ฟ้าแลบ แผ่นดินก็มีการไหวสั่นสะเทือน ภูเขามีดินหินถล่ม ทะเลมีคลื่นใหญ่เล็ก พูดถึงคนเรา อารมณ์ก็มีทั้งดีใจ โกรธ เสียใจ และปิติสุข ธุรกิจก็มีสำเร็จพ่ายแพ้ ดวงชะตาก็มีทั้งโชคดีโชคร้าย มีภัย มีวาสนา
สภาพอนิจจังนี้ คือการเปลี่ยนแปลงของมหาหัสโลกธาตุ จนกลายเป็นร่องรอยตลอดไปของมัน ถ้าสามารถเข้าใจร่องรอยของมันได้ จึงนับว่าเป็นผู้รู้ชะตาฟ้าดิน
นี่คือประโยคที่คนโบราณท่านว่า
"ฟ้ามีลมเมฆที่คาดเดาไม่ได้ คนมีโชคภัยทุกวันคืน"
"อย่าชื่นชมที่ราบเรียบ เพราะมีเรื่องวุ่นวาย สังคมมนุษย์มีภัยทุกหย่อมหญ้า"
เช่น อุทกภัย อัคคีภัย วาตภัย แผ่นดินไหว ภัยแล้ง ถึงแม้เทคโนโลยีทุกวันนี้จะก้าวหน้าเพียงไร ถึงขั้นขึ้นฟ้าลงดิน เดินทางพันลี้ต่อวันได้ แต่ภัยพิบัติเหล่านี้ก็ยังยากต่อการป้องกัน เพราะภัยที่เกิดจากเครื่องบิน เรือ และรถยนต์ก็มีมากมาย
ยังมีที่พูดกันว่า ขนาดปิดประตูนั่งในบ้าน ภัยพิบัติก็ยังมาจากฟ้า เพราะมีบางคนเดินอยู่บนทางเท้า อยู่ๆ ก็มีกระถางดอกไม้ตกลงมาจากดาดฟ้าของตึก ถึงกับทำให้คนเสียชีวิต ถือได้ว่าเป็นภัยพิบัติได้ลอยมาหาจริงๆ อุบัติเหตุบนโลกนี้มีอยู่ตลอดเวลา เพราะยังมีบางคนอยู่ดีๆ ก็ต้องมาเกี่ยวเนื่องพัวพัน ถูกผู้อื่นใส่ร้ายป้ายสีก็มี บ้านถูกโจรขโมยเข้าไปลักทรัพย์ เดินบนถนนถูกคนอื่นฟันตายก็มี เพื่อนสนิทมิตรสหายหลอกลวงเงินทองแล้วหนีไปก็มี คนที่ใจดีไปช่วยเขา กลับถูกคนที่ถูกช่วยหาเรื่องเอาจนได้

•••••••••••••••••••••••••

ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า
"ภัยพิบัติของมนุษย์เป็นอนิจจัง เกิดจากกรรมาวรณะของชาติก่อน ชาตินี้อย่าสร้างเหตุแห่งกรรม ชาติหน้าย่อมไม่มีผลทุกข์"
อาตมาขอเตือนชาวโลกไว้ตรงนี้ ให้ทำสรณคมน์ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อเป็นการป้องกันตัวและรีบตั้งปณิธานมหาจิตที่จะเลิกทำชั่ว จะทำแต่ความดี ไม่ทำกรรมชั่ว เช่น การฆ่าสัตว์ การลักขโมย ประพฤติผิดในกาม ดื่มเหล้าเมาสุรา เป็นต้น
ถือเจินฝอจงเป็นสรณะ ให้ท่องพระนามของ 'อมิตพุทธ พระพุทธเจ้า' หรือ 'มนตราคาถา'
"โอม กูลู เหลียนเซิน ซีตี ฮุ่ม"
ขอขมาบาปกรรมของตนอย่างจริงใจศรัทธา รับรองจะได้รับพุทธรัศมีส่องมาต้องกาย
กรรมาวรณะหมดสิ้น จนภัยหายบุญมา
หลังจากผ่านเรื่องนี้แล้วหงหุ้ยก็มาหาอาตมาที่บ้านอีก แต่ไม่มีคนอยู่ พอถามเพื่อนบ้านถึงได้ทราบว่าอาตมานั้นได้ย้ายไปแล้ว แต่ย้ายไปที่ไหนหรือนั้นไม่รู้
อาตมาขอบอกตรงๆ แก่พวกเรา ตอนนั้นอาตมามีชื่อเสียงโด่งดังมาก ตั้งแต่ชนชั้นสูงผู้มีเกียรติ ลงมาจนถึงคนเดินถนนธรรมดา ทุกคนต่างตามหา
เนื่องจากอาตมานั้นเปรียบเสมือนต้นไม้ใหญ่ที่ย่อมรับลมแรงได้นั่นเอง
จนมีข่าวลือออกมาว่า นิสัยของอาตมาคือ
"มีปัจจัยก็ไปพบ ไร้ปัจจัยก็หยุดและห่างออกมา ปล่อยให้ลมเย็นส่งเมฆขาว"
อาตมาย้ายบ้าน ย้ายไปย้ายมา สุดท้ายจึงย้ายไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ต้องย้ายบ้านไปมานั้น สาเหตุสำคัญคือหลบฝูงชน อาตมาย้ายไปที่ใหม่แห่งหนึ่ง สงบได้สักพัก ผู้คนก็มากันมากมายอีก ก็ต้องย้ายอีก
หงหุ้ยหาอาตมาไม่เจอ แต่เนื่องจากนางเคยได้รับการชี้แนะจากอาตมา จึงคิดจะตอบแทนบุญคุณอาตมา แต่ไม่มีโอกาส
และแล้วนางจึงไปที่วัดใหญ่บนภูเขา ตั้งป้ายต่ออายุยืนให้แก่อาตมา เป็นป้ายที่ตั้งแบบถาวรตลอดกาล เช้าเย็นให้พระในวัดสวดพระสูตร ความหวังดีของฮูหยินหงหุ้ยอาตมาเข้าใจดี ว่าคงหวังให้อาตมาหลีกพ้นภัยพิบัติต่างๆจะได้รัตนฉัตรมนุษย์และเทวะ ได้โชคแห่งท้าวพระพรหม ได้ชำระบาปกรรมของอดีต เพื่อบริสุทธิ์ตลอดกาล หลุดพ้นกิเลสทั้งปวง เกิดโพธิจิต ร่างกายแข็งแรง ทุกสิ่งสมหวัง เจอภัยกลายเป็นศิริมงคล

•••••••••••••••••••••••••

เจ้าอาวาสวัดใหญ่บอกว่า
"หงหุ้ยรู้ว่าท่านอยู่ที่นี่ ได้รีบตามมาแล้ว กำลังอยู่ระหว่างทาง"
อาตมาบอกว่า "รบกวนท่าน ช่วยขอบคุณหงหุ้ยด้วยนะครับ"
อาตมาพนมมือคารวะเจ้าอาวาส
หาโอกาสหลบคน ก่อนจะหลบลงจากเขาไป…

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช