การท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง

เนื้อหาบางส่วนจากวรรณกรรม "การท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง"

พิมพ์ PDF

อิทธิบารมีอภินิหารจากรูปปั้นบูชากระเบื้องของพระอาจารย์

..ทำลายวัดวาสถูปเจดีย์ เผาทำลายพระสูตรพระรูป หรือขโมยของใช้รัตนตรัยมาทำลายทำอนาจาร ได้ชื่อว่าเป็น บาปมูลฐานหนักสุดยอด ต้องตกนรกอเวจี รับทุกขเวทนาไม่มีสิ้นสุด..

อาตมามีลูกศิษย์แซ่หลิวคนหนึ่ง ที่บ้านมีพุทธมณฑลบูชารูปปั้นกระเบื้องของตัวอาตมา
ทุกๆ วันเขาจะท่องหฤทัยคาถาของอาตมาเป็นร้อยครั้ง พันครั้ง ไม่มีหยุด ซึ่งหฤทัยคาถาของอาตมามีมูลฐานความหมายดังนี้

โอม - จักรวาล
กูลู - มหาอาจารย์ผู้ชี้แนะ
เหลียนเซิน - อุปปาติกะในดอกบัว (เกิดโดยการนิรมิตในดอกบัว)
ซีตี - วิสุทธิภูมิแห่งเมืองพุทธ
ฮุ่ม - สำเร็จมรรคผล

หฤทัยคาถานี้คือ มหาครูบาอาจารย์ผู้ชี้แนะแห่งจักรวาลที่สูงส่ง ชี้แนะให้พวกเราทุกคนเกิดแบบอุปปาติกะในดอกบัว ล้วนได้ไปเกิดยังวิสุทธิภูมิแห่งเมืองพุทธจนสำเร็จสิ่งทั้งปวง คาถานี้คือคาถาประจำปุณฑริกชาติกุมารมนตรา และเป็นมนตราลับของพระพุทธเจ้าอมิตพุทธเช่นกัน เป็นคาถาที่ยอดเยี่ยมเป็นหนึ่งเดียว ลูกศิษย์แซ่หลิวได้กราบไหว้แบบมหาวันทนาการต่อรูปปั้นอาตมา พร้อมท่องหฤทัยคาถาแบบเคารพนอบน้อม ลูกศิษย์แซ่หลิวมีลูกชายชื่อ 'หลิวต้าหลาย' เรียนมหาวิทยาลัยอยู่ต่างจังหวัด พอปิดเทอมในช่วงฤดูหนาวจะกลับบ้าน กลับมาถึงเห็นรูปปั้นกระเบื้องบูชาของอาตมาบนพุทธมณฑล ก็เกิดความสงสัย
"องค์นี้คือพระอะไรครับ"
"หัวกวงจื้อไจ้ฝอ" (รัศมีปัทมาอิศวรพุทธะ)
"ท่านอยู่ที่ไหนครับ"
"ในสรรพโลกนี้"
"ยังมีชีวิตไหม"
"คือท่านอาจารย์หลูเซิ่งเยี่ยนไงละ"
หลิวต้าหลาย จึงบอกว่า
"ไม่เคยได้ยินว่ามีการยกคนที่ยังมีชีวิตขึ้นแท่นบูชา แบบนี้ต้องเป็นปีศาจแน่เลย"
"ห้ามพูดเหลวไหล"
หลิวต้าหลาย ถามว่า
"แล้วแบบนี้จะอธิบายอย่างไรว่าคนเป็นก็ขึ้นแท่นบูชาได้ล่ะครับ"
ลูกศิษย์แซ่หลิวจึงอธิบายว่า
"นิกายวัชรยานนั้นต้องบำเพ็ญธรรมสื่อสัมพันธ์กับท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์นั้นมูลฐานเป็นยอดรวมแห่งรัตนตรัย (พุทธ ธรรมะ สังฆะ) ต้องเพ่งจินตนาการถึงมูลฐานของท่าอาจารย์ ฉะนั้นบนพุทธมณฑลจึงมีธรรมฉายาลักษณ์ของท่าน จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะนิกายเจินฝอจงเพียงแต่เปลี่ยนรูปภาพเป็นรูปปั้นกระเบื้องเท่านั้น ที่จริงก็ไม่ต่างกัน กลับทำให้ยิ่งรู้สึกเหมือนของจริง ง่ายต่อการปฏิบัติ"
หลิวต้าหลาย ฟังแล้วก็พูดต่อว่า
"อธิบายแล้วก็ดูเหมือนมีเหตุผล แต่ก็ยังรู้สึกแปลกๆไม่สบายใจ ผมไม่ชินที่จะไหว้คนเป็นนี่ครับ"
"แล้วคราวก่อนได้เจอท่านอาจารย์ เจ้ากราบไหว้ไหม"
"กราบไหว้ครับ" หลิวต้าหลาย เคยเจอหน้าอาตมาครั้งหนึ่ง
"ท่านอาจารย์เป็นคนมีชีวิตเป็นๆ พวกเราก็กราบไหว้ ทำไมพอเห็นรูปบูชาท่านถึงต้องรู้สึกไม่อยากไหว้ด้วยล่ะ"
"เอ่อ..."
นึกไม่ถึงว่า เมื่อหลิวต้าหลายโต้เถียงแพ้บิดา กลับแอบนำรูปปั้นกระเบื้องของอาตมาไปทำลายแล้วโยนลงในแม่น้ำ พอพ่อเขารู้เข้าก็ตกใจและกังวลมาก
"ท่านอาจารย์เป็นผู้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์มีญาณทางทิพย์นะ เจ้าได้ทำผิดศีลหนักแล้ว" หลิวต้าหลายตอบว่า
"รูปปั้นกระเบื้องจะมีความศักดิ์สิทธิ์อะไรรูปปั้นก็แตกแล้ว ทิ้งลงแม่น้ำแล้ว จะกลับคืนได้หรือ" "ได้ซิ"
ลูกศิษย์แซ่หลิวจึงไปบูชากลับมาอีกองค์หนึ่ง บูชาบนพุทธมณฑล ดูแล้วยังไงๆ ก็เป็นรูปปั้นกระเบื้ององค์ใหม่ของอาตมาซึ่งยังเป็นคนเป็นๆ อยู่ดี ต้าหลายจึงบอกว่า
"แล้วถ้าผมทำแตกอีกล่ะ"
"พ่อก็จะบูชามาใหม่อีกองค์"
"ถ้าผมทำแตกอีก"
"ก็จะบูชามาอีก"
สองคนพ่อลูกโต้เถียงกันไม่จบ ลูกศิษย์แซ่หลิวมาขอขมาลาโทษกับอาตมาในเรื่องนี้ และ ขอขมาลาโทษแทนลูกชายเขาด้วย เพราะถือว่าการทำรูปปั้นแทนตัวอาตมาแตกนั้นเป็นเรื่องที่แสดงถึงความไม่เคารพนับถือ อันเป็นความผิดมหันต์ เมื่ออาตมารู้ ก็ได้แต่ยิ้มๆ ถือว่าไม่เป็นไร
อาตมาจึงพูดกับลูกศิษย์แซ่หลิวว่า "รูปปั้นที่ท่านบูชานั้นศักดิ์สิทธิ์จริง ถ้าภาวนาจะได้ผล ท่านกลับไปเถอะ เพราะหลิวต้าหลายมีบุญสัมพันธ์กับอาตมา ไม่มีอะไรหรอก"
ลูกศิษย์แซ่หลิวจึงขานรับว่า "ครับ...ผม" แล้วถอยออกไป

•••••••••••••••••••••••••

เมื่อลูกศิษย์แซ่หลิวกลับบ้านไปเล่าให้ลูกชายฟัง ลูกชายกลับไม่เชื่อ แล้วบอกว่า "ถ้ารูปปั้นศักดิ์สิทธิ์จริง ก็ให้แสดงอิทธิฤทธิ์มาสอนเรขาคณิตสเฟียรอยด์(ทรงกลม)ให้ผมซิ" พูดแล้วก็หัวเราะเป็นการใหญ่ การบ้านที่หลิวต้าหลายนำกลับมาจากโรงเรียน มีเรขาคณิตสเฟียรอยด์หลายข้อที่ไม่เข้าใจ จนทำให้ปวดหัว แล้วในคืนวันนั้น อาตมาได้มาหาเขาในฝัน ยืนอยู่หน้าห้องเรียน กำลังแสดงวิธีทำโจทย์เรขาคณิตสเฟียรอยด์บนกระดานดำ ไม่เพียงแต่แสดงวิธีทำเรขาคณิตสเฟียรอยด์อย่างเดียว ยังแก้ปัญหาโจทก์เรขาคณิตข้ออื่นให้อีกด้วย เหมือนว่าหลิวต้าหลายได้กลับไปที่ห้องเรียน แล้วมีอาตมาเป็นอาจารย์สอน อธิบายได้ละเอียดชัดเจน เมื่อหลิวต้าหลายตื่นขึ้นมา ก็ปรากฏว่าได้ทำการบ้านคณิตศาสตร์เสร็จจนหมด ไม่เพียงเท่านั้น พอหลิวต้าหลายกลับไปโรงเรียนจะต้องเข้าแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ แล้วเขาจะต้องท่องจำบทความสุนทรพจน์ ซึ่งบทความฉบับร่างนี้ยาวมาก การจะท่องจำนั้นไม่ง่ายเลย เขาจึงท่องแต่จุดสำคัญ เพราะเวลาแสดงสามารถก้มลงอ่านฉบับร่างได้ เมื่อหลิวต้าหลายท่องไปเพียงหนึ่งจบ และจดจำข้อความสำคัญไว้ได้หลายจุด

เล่ากันว่าเมื่อหลิวต้าหลายกลับไปที่โรงเรียนแล้ว เพื่อนนักเรียนได้แกล้งเขา ด้วยการขโมยบทร่างสุนทรพจน์ของเขาไป พอจะขึ้นเวทีก็หาไม่เจอ หาจนเหงื่อแตก ในสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนั้น จึงร้องออกมาว่า "ท่านอาจารย์หลูเซิ่งเยี่ยนช่วยผมด้วย โอม กูลู เหลียนเซิน ซีตี ฮุ่ม" พอขึ้นเวทีไปก็มีเสียงประกาศจากกรรมการว่า ผู้ใดไม่ถือบทร่างจะเพิ่มให้อีก 1 คะแนน

หลิวต้าหลายตื่นเต้นมาก อยู่ๆ ในสมองก็ปรากฏบทร่างสุนทรพจน์ออกมา แต่ละคำอ่านได้ชัดเจนมาก เขาจึงไม่ลังเลที่จะเริ่มกล่าวสุนทรพจน์ทันที เหมือนกับมีบทร่างอยู่ในมือ แม้แต่คำเดียวก็ไม่มีผิดเพี้ยน ตอนที่หลิวต้าหลายพูดนั้นเขาได้ทำท่าทางสบายๆ ผ่านมือของเขา จนดูเป็นการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ เนื้อหาของคำสุนทรพจน์ก็มีสาระสมบูรณ์ ดึงดูดผู้ฟังได้เป็นอย่างดี สุดท้ายหลิวต้าหลาย จึงชนะการแข่งขัน
พวกเพื่อนนักเรียนที่ขโมยบทร่างสุนทรพจน์ของหลิวต้าหลายต่างอ้าปากค้าง เพราะที่หลิวต้าหลายพูดออกมานั้นตรงตามบทร่างไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่คำเดียว มันเป็นไปได้อย่างไร ความจำของผู้ใดจะดีถึงแบบนี้ล่ะ พวกเพื่อนนักเรียนต่างงงงวยและไม่เข้าใจ
แต่ที่ความจำของหลิวต้าหลายดีขึ้น ความจริงแล้วมีเหตุผลดังนี้ เดิมทีหลิวต้าหลายคิดว่าตัวเองนั้นเป็นคนความจำไม่ดี แต่หลังจากอาตมาได้แปลงกายเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์แล้ว หลิวต้าหลายยังภาวนาต่อรูปปั้น ขอให้ตัวเองมีความจำดีขึ้น ซึ่งเป็นการภาวนาแบบลับๆ ไม่ให้พ่อรู้ และในคืนนั้นเองหลิวต้าหลายก็เห็นอาตมาปรากฎกายขึ้น เหินอยู่บนท้องฟ้า แล้วเด็ดดอกไม้มาจำนวนมาก มาตำจนละเอียด ปรุงเป็นน้ำผึ้งดอกไม้ มอบให้ตัวเขาดื่ม หลิวต้าหลายดื่มน้ำผึ้งดอกไม้ในฝัน รู้สึกหอมเย็นซึมทราบเข้าไปในหัวใจ จนขึ้นไปที่สมอง ทำให้สมองสว่างชัดเจน อะไรที่ติดขัดอยู่ก็หายไปหมด การแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ซึ่งได้ที่หนึ่ง ก็เป็นหลักฐานยืนยันได้เป็นอย่างดีในเรื่องความจำที่ดีขึ้นของหลิวต้าหลาย และตั้งแต่หลิวต้าหลายดื่มน้ำผึ้งดอกไม้ของอาตมาก็มีความจำดีมาก อ่านแล้วไม่มีลืม การเรียนเจริญก้าวหน้าไปมาก เพื่อนนักเรียนคนไหนก็สู้เขาไม่ได้ คล้ายว่าสมองของเขาคือ คอมพิวเตอร์ พอกดที่คีย์บอร์ดก็จะรู้เรื่องทันที

มาถึงตอนนี้หลิวต้าหลายรู้อย่างลึกซึ้งแล้วว่า ความสามารถของอาตมานั้นเหนือความนึกคิด และมีความลึกที่ยากจะหยั่งถึง คนๆหนึ่งที่ถูกเรียกนามว่า "หัวกวงจื้อไจ้ฝอ" พระพุทธาจารย์เหลียนเซินนั้นมีเรื่องมหัศจรรย์ เรื่องน่าพิศวงมากมาย ไม่สมควร วิพากษ์วิจารณ์ส่งเดช
หลิวต้าหลายสำนึกผิดที่ทำให้รูปปั้นของอาตมาแตกไป จึงแอบตั้งบูชารูปภาพของอาตมานำมาใส่กรอบรูปขอบสีทอง ทุกครั้งที่ท่องหฤทัยคาถาก็จะนำรูปภาพของอาตมามาตั้ง แล้วพนมมือท่องคาถาไป พอท่องเสร็จก็เก็บขึ้นไป เพื่อไม่ให้ใครรู้เห็น แต่ตามที่ในพระสูตรได้กล่าวไว้ว่า รูปของอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ว่าทำด้วยกระดาษวาดภาพ สลักด้วยไม้หรือว่า ทำด้วยดิน หิน หรือสีน้ำมัน แม้แต่พระนามที่เขียนด้วยน้ำหมึกพู่กัน ก็ต้องนับถือเป็นพระพุทธ กราบไหว้บูชาอย่างเคารพนอบน้อม แล้วจะได้บุญมหาศาล และหากผู้ใดเหยียบย่ำดูหมิ่นดูแคลน ก็จะมีวิบากกรรมร้ายไร้ขอบเขต
ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า "ทำลายวัดวาสถูปเจดีย์ เผาทำลายพระสูตรพระรูป หรือขโมยของใช้รัตนตรัยมาทำลายทำอนาจาร ได้ชื่อว่าเป็น บาปมูลฐานหนักสุดยอด ต้องตกนรกอเวจี รับทุกขเวทนาไม่มีสิ้นสุด" ถึงแม้ว่า พระพุทธ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายมีจิตเมตตาการุญแม้กายมายายังละทิ้ง จะไปถือโทษอะไรกับเรื่องรูปปั้นที่ทำจากดิน หิน แล้วเก็บมาแก้แค้นนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรกัน แต่ว่าศาสนาพุทธมีองค์เทพธรรมบาล เทพธรรมบาลจะแสดงวิบากกรรมต่อหน้าเพื่อลงโทษตักเตือนให้ผู้ทำผิดสำนึกบาป แล้วจะได้ไม่ต้องตกนรก ซึ่งการลงโทษผู้ทำชั่วก็คือ การส่งเสริมให้ทำดี เพราะฉะนั้นการที่หลิวต้าหลายได้ทำลายรูปปั้นของอาตมาก็ต้องถูกตักเตือนเช่นกัน

•••••••••••••••••••••••••

การตักเตือนของหลิวต้าหลายเป็นแบบนี้ วันนั้นหลิวต้าหลายได้ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเที่ยวชนบท ขับห้อตะบึงอยู่บนทางหลวง ข้างหน้ามีรถตู้คันหนึ่ง ข้างหลังมีรถสปอร์ตตามหลังมา รถตู้เกิดเสียขึ้นมาจึงหยุดกะทันหัน หลิวต้าหลายจึงเบรก แต่รถสปอร์ตที่ตามหลังมานั้นขับเร็วเกินไป จึงชนรถมอเตอร์ไซค์ ร่างของหลิวต้าหลายจึงถูกชนลอยกระเด็นไปอยู่ข้างทาง เป็นเรื่องเกิดขึ้นเพียงเสี้ยวขณะหนึ่ง เวลาในช่วงนี้ ว่างเปล่าหมด จะเป็นหรือตายก็อยู่ในขณะนั้นเอง รถมอเตอร์ไซค์ถูกชนจนเละ คนที่เห็นแล้วบอกว่า ผู้ขี่ต้องตายแน่ แต่หลิวต้าหลายนั้นเพียงรู้สึกว่าตัวเองได้ยินเสียง "โฮง" ดังมาก พอตัวกระเด็นออกมา เขารู้ว่าตัวเองเจออุบัติเหตุแล้วต้อง แย่แน่ๆ หลิวต้าหลายมีความรู้สึกว่า คล้ายมีคนหนึ่งยื่นมือมาดึงเขาขึ้นมาจากรถมอเตอร์ไซค์ คนนั้นก็คืออาตมาที่สวมมงกุฎเบญจพุทธะ หลิวต้าหลายรู้สึกว่าตัวเองนั้นตัวเบาลอยขึ้นมา ไม่เจ็บไม่ปวดอะไร และมีเสียงลมพัดดังอู้ๆด้วย ทันใดนั้นหลิวต้าหลายก็มานั่งอยู่บนพื้นหญ้าข้างถนนแล้ว มีคนมากมายมามุงดูหลิวต้าหลายรถโรงพยาบาลเปิดเสียงไซเรนขับมา หลิวต้าหลายถูกส่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล พอตรวจก็พบว่าสมองไม่ได้รับการกระทบกระเทือน กระดูกก็ไม่หัก ไม่มีแผล แม้แต่ผิวหนังก็ไม่มีรอยขีดข่วน ร่างกายปกติดี มีเพียงแต่อาการตกใจเท่านั้น พวกที่มาเห็นเข้า ต่างก็บอกว่า เรื่องนี้ช่างเป็นเรื่องที่น่าพิศวง เพราะรถมอเตอร์ไซค์ถูกชนเละ แต่ผู้ขี่กลับไม่เป็นอะไร หลิวต้าหลายบอกทุกคนว่าคนที่ช่วยเขาคือ พระอาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ในเสี้ยววินาทีแสงฟ้าแลบ เขาเห็นคนในรูปที่เขาบูชาซึ่งก็คือตัวอาตมาเปล่งแสงรัศมี ดึงเขาขึ้นมา และเขาก็เป็นลมหมดสติไป

•••••••••••••••••••••••••

หลิวต้าหลายกลับไปหาพ่อเขา นำเงินที่สะสมไว้ และขอให้พ่อไปเป็นเพื่อนเพื่ออัญเชิญรูปปั้นกระเบื้องเคลือบของอาตมา มาบูชาถึง 49 องค์ พ่อของหลิวต้าหลายได้ยินเข้าก็งงและไม่เข้าใจว่าอยู่ๆ เกิดอะไรขึ้นกับหลิวต้าหลาย หลิวต้าหลายจึงบอกว่า "ผมทำรูปปั้นอาจารย์แตกไปหนึ่งองค์ วันนี้การที่ได้เสริมคืนมา 49 องค์นั้น ก็เพื่อแสดงถึงความศรัทธาที่ต้องการขอขมาโทษ" "ทำแบบนี้จะดีหรือ" "ดีแน่นอนครับ เพราะที่บ้านเรายังมีห้องว่าง ถ้าจัดให้เป็นมณฑลประจำองค์ปุณฑริกชาติกุมาร คิดว่าคงจะอลังการมาก จะทำเพื่อตอบแทนบุญคุณที่อาจารย์ช่วยชีวิตไว้" พ่อของเขาฟังแล้วดีใจมาก พ่อลูกสองคนจึงช่วยกันจัด 49 องค์ปุณฑริกชาติกุมารให้เป็นมณฑลใหม่ จนสวย สง่างาม ดู อลังการเป็นพิเศษ ทำให้ผู้ที่ได้เห็น จะเกิดความปิติยินดีด้วย จากนั้นหลิวต้าหลายไม่เพียงแต่ท่องหฤทัยคาถาของอาตมาเท่านั้น ยังได้บำเพ็ญธรรมกับอาตมาจนได้สื่อสัมพันธ์กัน เมื่อเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วมีอาชีพเป็นนักบัญชี ก็มีรายได้สูง ตอนนั้นหลิวต้าหลายอายุ 38 ปี ถือว่ากำลังเป็นช่วงเวลาสุดยอดแห่งชีวิต อยู่มาคืนหนึ่ง หลิวต้าหลายได้ฝันว่าอาตมานั้นมาหาแล้วบอกเขาว่า "หลิวต้าหลายได้เวลาออกบวชแล้วนะ" "ชีวิตของผมกำลังมีความรุ่งโรจน์มาก ตอนนี้ยังทำไม่ได้หรอกครับ" พออาตมาสะบัดแขนเสื้อ 1 ครั้งหลิวต้าหลายก็เห็นตัวเองเกิดเรื่องอันตราย อนาคตยังต้องติดคุกเข้าตาราง เห็นความทุกข์ยากต่างๆ นานากำลังจะเกิดขึ้น เขาเหงื่อแตกพลั่ก "เป็นแบบนี้ท่านจะออกบวชไหม" "ออกบวชครับ ยินดีเลยครับ" หลิวต้าหลายรู้สึกบนหัวเย็นๆ ตอนที่ฝัน พอใช้มือคลำดู ก็พบว่าตัวเองได้โกนหัวออกบวชแล้ว ต่อมาหลิวต้าหลายก็ได้ออกบวชจริงๆ ปล่อยวางทุกสิ่งลง ไม่ว่า บ้าน ที่ดิน รถยนต์ สมบัติอื่นๆ มุ่งแต่ตามหาวิสุทธิจิต สบายจิต เขารู้แจ้งว่า ชีวิตคนเรามันสั้น ชีวิตต่อให้มีสีสันรุ่งโรจน์อย่างไรก็เหมือนแสงของพระอาทิตย์ที่กำลังจะ อัสดง แสงสว่างที่สุดของดาวหาง ถึงจะมีแสงเป็นหมื่นโยชน์ ก็อยู่ได้เพียงชั่วขณะเดียว หลิวต้าหลายเข้าใจและยอมรับกับตัวเองว่า ถ้าไม่ได้อาตมาช่วยเหลือ ป่านนี้เขาคงจะตายไปนานแล้ว จะมีวันที่ได้ปฏิบัติธรรมอย่างทุกวันนี้หรือ การปฏิบัติธรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญสุดยอดของชีวิตสำหรับเขา ถ้าไม่มีการปฏิบัติธรรม ชาตินี้ก็เกิดมาเสียเที่ยว ความร่ำรวยยศถาบรรดาศักดิ์ หรือเกียรติยศต่างๆ ล้วนเหมือนความฝันทั้งนั้น ดั่งโศลกบทหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า

เมฆจางจันทร์ขาวโผล่แสงเต็มฟ้า
เขาเขียวหลังฝนสีสันเข้ม
ควรคำนึงเวียนว่ายตายเกิดแตกต่างกัน
เสียงลมเสียงร้องนกกะเรียนมีความหมาย…

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช