
เนื้อหาบางส่วนจากวรรณกรรม "การท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่ง"
โปรดกู้นักโทษประหารไปจุติยังแดนสุขาวดี
..ตอนเขาหมดลมนั้น มีกลิ่นหอมมาก บนหัวมีแสงสีทองกระพริบ และยังได้ยินเสียงดนตรีสวรรค์คลอเบาๆ พอมองไปที่ใบหน้าของหลี่พู่ก็เห็นรอยยิ้ม หน้าตาเหมือนคนยังมีชีวิตอยู่...
ครั้งหนึ่งธรรมาจารย์ของนิกายเจินฝอจงได้ไปเผยแพร่พุทธธรรมที่เรือนจำแห่งหนึ่ง
ตอนนั้นนักโทษในเรือนจำได้รวมตัวอยู่ในห้องเรียน พอเหล่าธรรมาจารย์ไปถึง ก็นำรูปของอาตมา ซึ่งสวมธรรมมงกุฎแขวนขึ้นไปก่อน
พอแขวนเสร็จก็มีนักโทษคนนึงถามว่า "ท่านนี้คือท่านอาจารย์หลูเซิ่งเยี่ยนหรือครับ" ธรรมาจารย์ได้ยินก็ประหลาดใจถามว่า "ท่านรู้จักพระอาจารย์ของพวกเราหรือ" "ไม่รู้จักครับ" นักโทษคนนั้นตอบ ธรรมาจารย์ยิ่งประหลาดใจ ในเมื่อไม่รู้จัก แต่ทำไมถึงเรียกชื่อของอาตมาออกมาได้ถูกต้อง เพราะเหตุใดหรือ นักโทษบอกว่า "เมื่อคืนตอนนอนหลับ ท่านอาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ที่สวมมงกุฎท่านนี้ได้มาเข้าฝัน ใช้มือแตะที่กระหม่อมบอกว่า ผมมีบุญสัมพันธ์กับท่าน ต้องถือท่านเป็นที่สรณะ เพราะท่านคือพุทธแท้ พูดจบก็ให้นามบัตรผมใบหนึ่ง บนนั้นเขียนว่า หลูเซิ่งเยี่ยน" ธรรมาจารย์ฟังแล้วคิดในใจว่าที่แท้นั้นอาตมาได้มาก่อนแล้ว พอพวกนักโทษได้ฟังแล้ว ต่างก็คิดว่าเป็นเรื่องเหนือความนึกคิดจริงๆ นักโทษคนนี้ คือ 'หลี่พู่' การที่เขาฝันว่าอาตมาได้แตะกระหม่อมเขา พอวันรุ่งขึ้นธรรมาจารย์ของนิกายเจินฝอจงก็มาเผยแพร่ธรรมะ นั้นนับเป็นเรื่องที่น่าพิศวงจริงๆ เพราะหลี่พู่ไม่เคยรู้จักนิกายเจินฝอจงเลย และก็ไม่เคยรู้จักชื่อท่านอาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยนมาก่อนเช่นกัน การไปเผยแพร่ธรรมะครั้งนั้น ประสบความสำเร็จมาก มีนักโทษหลายคนมานับถืออาตมาเป็นสรณะ นักโทษที่ได้มาฟังธรรมะ หลายคนสะเทือนจิตใจจนน้ำตาไหล นี่คือ จำนวนหลายคนได้เดินทางผิดไปที่ชมภูทวีป เรื่องทางโลกยุ่งเหยิงวันๆผ่านไป ไร่นาของมาตุภูมิฝังอยู่ในพงหญ้า เหมือนวัวเตลิดไปไม่รู้เมื่อไรจะได้หยุด
•••••••••••••••••••••••••
หลี่พู่ได้นำรูปใบเล็กๆ ของอาตมาติดไว้บนผนังในคุก ทุกวันก็กราบไหว้ สองมือทำมุทราปุณฑริกชาติกุมาร ท่องหฤทัยคาถาปุณฑริกชาติกุมารว่า "โอม กูลู เหลียนเซิน ซีตี ฮุ่ม" หลี่พู่ตัวติดคุกอยู่ จึงไม่มีเวลาคิดฟุ้งซ่าน พยายามกราบไหว้ ท่องคาถา ถือว่าเอกาจิตสุดศรัทธา หลี่พู่เคยเขียนจดหมายจากเรือนจำมายัง "เจินฝอมิเยี่ยน" (สวนคุยหสัตยพุทธ) และอาตมาเองก็ได้ไปสอนธรรมะให้เขาในฝันอยู่บ่อยๆ โดยสอนธรรมพิธีบำเพ็ญเพื่อไปจุติยังแดนสุขาวดีแบบเร่งรัดให้แก่เขา หลี่พู่ได้วาดลักษณะของมุทรา "จุติด่วน" แปลกจริงๆ มุทรานี้เป็นความลับที่ไม่ถ่ายทอด แต่หลี่พู่ทำเป็นด้วย ยังวาดภาพออกมา หลี่พู่กล่าวว่า "ในฝันนั้นท่านอาจารย์ได้เทศน์ธรรมแห่งสัจนิโรธ ให้เพ่งว่าอาสวะทั้งปวงหมดสิ้น การเวียนว่ายตายเกิดขาดนิโรธ เพ่งว่าไตรพิษหมดไป จิตนี้ไม่ฟุ้งซ่าน มีประโยชน์ในการส่องแสงสว่าง เพ่งว่าหลุดพ้นไตรภูมิไร้เศร้าโศกกังวล เพ่งว่าภัยพิบัติทั้งปวง ล้วนห่างไกล" หลี่พู่เขียนจดหมาย ขออยากออกบวช ทุกคนในสำนักต่างก็แปลกใจ นักโทษคนนี้อยู่ในคุก จะได้รับศีลบรรพชิตได้หรือ อาตมาจะเข้าไปทำพิธีอุปสมบทให้เขาในคุกได้หรือ ช่วยเขาโกนผมได้หรือ มันคงเป็นไปไม่ได้ แต่ผมของหลี่พู่ได้ร่วงหลุดออกเอง เพียงไม่กี่วันก็ไม่มีผมแม้เส้นเดียวอยู่บนหัว กลายเป็นพระหัวล้านอยู่ในคุก เมื่อหลี่พู่อยู่ในคุกก็ได้โปรดกู้คนให้มานับถืออาตมาเป็นสรณะ คนในคุกทุกคนล้วนบำเพ็ญ 'เจินฝอมิฝะ' ทุกคนสวดพระนามท่องคาถา เกือบจะตั้งเป็นชมรมบำเพ็ญธรรม 'เจินฝอจง' เสียแล้ว นี่คือ มนตราหนึ่งคำดอกบัวในอัคคี นิกายลัทธิไหนก็อธิบายลำบาก ทุกคำคาถาไม่ขาดมารห่างไกล ทุกคำทุกนึกคิดพระพุทธปรากฏกาย บาปกรรมหลายกัปกัลป์ได้ถอนราก ขอเพียงวิริยะขณะเดียวผลสมบูรณ์ อันภัทรอริยชนหรือปุถุชนล้วนเป็นหนึ่ง ขอเพียงมีเอกาจิตแสงสว่างก็ปรากฏ
•••••••••••••••••••••••••
เมื่อหลี่พู่อยู่ในความฝัน เขาได้ถูกนำไปยังแดนสุขาวดี ไปเห็นธรรมาสนะของตนอยู่ในพื้นเจ็ดรัตนะ มีมหารัตนะธรรมาสนะแห่งปัทมาราชัน ทุกๆ ใบของดอกบัว มีสีสันร้อยรัตนะ 84,000 ช่อง เหมือนภาพวาดของสวรรค์ ช่องของดอกบัวมีรัศมี 84,000 วง กลีบดอกที่เล็กหน่อยกว้างยาว 250 โยชน์ ดอกบัวนั้นมี 84,000 ใบ ทุกๆ ใบจะมีไข่มุกหมื่นแสนล้านเม็ดประดับอยู่ ทุกเม็ดไข่มุกมณีเปล่งแสงสว่าง แสงนั้นเหมือนฉัตร คลุมทั้งปฐพี มหารัตนะปัทมาธรรมาสนะนี้ ประกอบด้วยรัตนะนานาประการ เช่น วัชระ 'เจินซูเจีย' รัตนะ พรหมมณีรัตนะ แหไข่มุกวิเศษรัตนะ บนธรรมาสนะ ข้างบนมีรัตนะฉัตร 4 ต้น ทุกต้นเหมือนเขาพระสุเมรุร้อยพันหมื่น บนฉัตรมีผ้าม่าน เหมือนวังแห่งสวรรค์ชั้น ยามา ประดับด้วยอัญมณีรัตนะหมื่นแสนล้าน แต่ละรัตนมณีไข่มุก มี 84,000 แสงรัศมี แต่ละแสงรัศมีประกอบด้วย 84,000 สีทองที่ต่างกัน แต่ละสีทองได้จัดวางอาสนะแห่งรัตนะสุข มีการเปลี่ยนแปลง นิรมิตทั่วไปต่างมีลักษณะที่แตกต่างกัน ธรรมาสนะนี้ ขอให้เห็นเข้าจะเพิ่มความเชื่อมั่น เพิ่มความเคารพ เพิ่มความปิติสุข เพิ่มการบำเพ็ญธรรม มองเห็นวิสุทธิเกษตรในปัจฉิมทิศ พื้นดินเรียบเหมือนฝ่ามือ มีหอวังบัลลังก์อลังการ มีต้นไม้รัตนะมีรั้วรัตนะ เปล่งแสงส่องถึงกันและกัน หอวังบัลลังก์นี้ เปล่งแสงรัศมีทั่วสิบทิศไม่มีขัดข้อง ต้นไม้ต่างๆมีแสงสีพิเศษ และรั้วรัตนะล้อมรอบทั่วไป สำหรับในแดนสุขาวดีนั้น เวลาคิดจะกินอาหาร เพียงนึกในใจ ทุกอย่างก็ปรากฏออกมาตรงหน้า ตาเห็น จมูกดมกลิ่น ลิ้นได้รส มีความสุขทั้งกายใจ พอกินอิ่ม ก็นิรมิตหายไป บ้างก็นำเอาฌานสมาธิ พุทธธรรมรสเป็นอาหาร ตัดความยุ่งยากในการเสพอาหารตลอดไป อาภรณ์ของแดนสุขาวดี เป็นอาภรณ์สวรรค์ที่เกิดมาจากธรรมชาติ พอตกลงมาก็สวมเข้ากับตัวพอดี ตบแต่งอย่างอลังการ มีกลิ่นหอมมากมาย อาภรณ์นี้เรียกว่า อาภรณ์สวรรค์พิรุณรัตนะ เหมือนกับพอฝนตกลงมาอาภรณ์ก็สวมลงกับตัว จนมีเนื้อผ้านุ่มนวลมีแสงรัศมี เมื่อหลี่พู่เห็นสิ่งเหล่านี้ก็มองจนไม่ยอมกระพริบตา เกิดปิติยินดี เกิดความมั่นใจมหาศาล
•••••••••••••••••••••••••
เดิมทีหลี่พู่เป็นนักโทษประหาร แต่หลังจากได้เห็นสภาพของแดนสุขาวดีปัจฉิมทิศแล้ว จิตใจยิ่งสงบ รู้ว่า 'เจินฝอมิฝะ' เป็น อนุตตรธรรม เป็นธรรมะที่ไร้เทียมทาน สามารถช่วยเหลือทุกข์ร้อนของสรรพสัตว์ สามารถไปถึงแดนสุขาวดีได้ เป็นของแท้ไม่ลวง ตอนเข้าสมาธิหลี่พู่ได้เห็นวันที่ตนต้องรับการสำเร็จโทษ จึงบอกเพื่อนๆในคุก "ผมจะจากโลกนี้ไปในวันที่ 29 นี้" เพื่อนๆในคุกไม่เชื่อเพราะคำสั่งประหารยังไม่ลงมา จะรู้วันได้อย่างไร แต่ต่อมาคำสั่งก็ได้มาถึงเป็นวันที่ 29 จริงๆด้วยแต่ช้าออกไปอีกถึง 5 เดือน ตามที่เล่ามาว่า ตอนหลี่พู่รับการสำเร็จโทษ เขาได้ตั้งจิตพนมมือ ท่องพระนามอย่างเสียงดังมาก สองตาก็มองแต่บนฟ้า บอกว่า "พระพุทธองค์มารับแล้ว" แล้วก็สิ้นลมหายใจอย่างสงบ ตอนเขาหมดลมนั้น มีกลิ่นหอมมาก บนหัวมีแสงสีทองกระพริบ และยังได้ยินเสียงดนตรีสวรรค์คลอเบาๆ พอมองไปที่ใบหน้าของหลี่พู่ก็เห็นรอยยิ้ม หน้าตาเหมือนคนยังมีชีวิตอยู่ ตอนฌาปนกิจศพก็มีกลิ่นหอมกรุ่น และมีแสงสีขาวพุ่งไปสู่ทิศตะวันตก จนทำให้ทุกคนต่างแปลกใจมาก หลังจากหลี่พู่ถูกฌาปนกิจศพก็มีเม็ดพระธาตุสีขาวสะอาดเหลือไว้ 8 เม็ด หลี่พู่เป็นนักโทษประหาร แต่ได้มีเม็ดพระธาตุ ใครได้ฟังแล้วก็ประหลาดใจมาก ตอนนั้นมีหลายคนถามอาตมาว่า นักโทษประหารคนหนึ่ง มีบาปกรรมหนักหนา ทำไมได้ไปจุติยังแดนสุขาวดีล่ะ อาตมาตอบว่า ในสังคมโลกนี้ มีใครบ้างไม่ใช่นักโทษประหาร ในสังคมโลกนี้ มีใครบ้างไม่มีบาปกรรมหนักหนา อาตมามีความคิดเห็นว่า สรรพสัตว์ชาวโลก ที่รวมตัวอยู่ในโลกใบนี้ โลกธาตุใบนี้ก็คือเรือนจำใหญ่ ทุกคนล้วนเป็นนักโทษ สรรพสัตว์ชาวโลก มีกริยากระทำหรือนึกคิดใดๆ ล้วนเป็น 'กรรม' ล้วนเป็น 'โทษ' บาปกรรมหนักหนาทุกคนเหมือนกันหมด ขอเพียงให้สวดพระนามท่องคาถา ตั้งจิตเป็นหนึ่งเดียวตลอดกาลนาน สำนึกผิดขมาบาป กลับเนื้อกลับตัว บำเพ็ญ 'เจินฝอมิฝะ' เวลาสิ้นชีวิตวิญญาณก็จะกลายเป็นแสงสีขาว มุ่งสู่แดนสุขาวดี…



















