เทพเจ้าโชคลาภวาสนา
สำหรับเรื่อง “เทพทำนาย” ซึ่งเกี่ยวกับอาตมานั้น ชาวโลกในทางสังคมล้วนกล่าวถึงกันอยู่เสมอๆ เช่น สมัยตอนรองผู้บังคับกองร้อย “เหว่ยชิงผิง” อยู่ในกองพลทหารช่างที่อาตมาสังกัดอยู่ (หมู่ทหารรังวัด 5802) ได้ทำการทดสอบอาตมาโดยเขากำเหรียญทองเหลืองหลายเหรียญเอาไว้ในมือ แล้วให้อาตมาทายว่ามีเท่าไหร่ อาตมาก็ตอบว่า 14 เหรียญ ตอนนั้นเหว่ยชิงผิงเองก็ยังไม่รู้ว่ามีกี่เหรียญเช่นกัน แต่ปรากฏว่าพอเขานับแล้วกลับได้ 14 เหรียญจริงๆ จนตัวเขาเองก็แปลกใจ เรื่องนี้ทำให้เหว่ยชิงผิงยอมเข้าไปปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา จากนั้นก็สวดมนต์ภาวนาทุกวัน และนับถืออาตมาเป็นอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง มีคนปากเสีย ชอบหัวเราะเยาะคนที่เชื่อคำทำนายของอาตมา เมื่อเขามาหาอาตมาก็พูดจาบ้าๆ บอๆ มีแต่เรื่องมาเยาะเย้ย อาตมาจึงเชิญเขานั่งลง เขาก็ถามว่า
“ท่านอาจารย์หลูฯ สามารถทำนายว่าเมื่อคืนผมไปทำอะไรมาได้ไหม”
อาตมาก็บอกเขาไปว่า
“ไปเล่นไพ่นกกระจอกมา” (การพนันของคนจีนเรียกว่าไพ่นกกระจอก)
ปรากฏว่าคนปากเสียคนนั้นงุนงงแล้วถามอาตมาว่าทำไมแม่นอย่างนี้
“เล่นไพ่นกกระจอกไม่ผิดนี่ครับ แล้วท่านอาจารย์หลูฯ สามารถทำนายว่าชนะหรือแพ้เป็นเงินเท่าไหร่ได้ไหมล่ะ”
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนมองมาที่อาตมา เพราะนี่ถือเป็นการทดสอบใหญ่ครั้งหนึ่ง อาตมาก็ตอบว่า “880”
คนปากเสียร้องออกมาดังๆ ว่า
“แม่น แม่น แม่นจริงๆ น่าพิศวงมาก แม่นจนทำให้คนไม่อยากเชื่อ ในโลกนี้ยังมีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือ”
แล้วทุกคนก็ตบมือโห่ร้องดีใจ ในความสามารถของอาตมาที่แม่นเหมือนตาเห็นคนปากเสียจึงเล่าว่า
“เดิมทีตัวผมเล่นเสียหมดไปเพียง800 หยวน แพ้ก็แพ้ไป ตั้งใจว่าจะกลับบ้าน ต่อมาเพื่อนที่นั่งติดกันขอยืมเงิน 80 หยวน ผมคิดว่าเงินแค่ 80 หยวนเล็กน้อยยังต้องยืมอะไรอีก จึงมอบให้ถือเป็นการเพิ่มสีสันก็แล้วกัน ในที่สุด 80 หยวนก็เสียไปด้วย เป็นอันว่าเสียรวมกันเป็นเงิน 880 หยวน โดยตัวเองเล่นเสีย 800 หยวน เพื่อนทำเสียอีก 80 หยวน เป็นอย่างนี้จริงๆ “
ยังมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งไม่เคยเชื่อเรื่องเทพทำนาย เขาถูกคนในครอบครัวพามาที่บ้านอาตมา แต่ก็เก็บตัวนั่งอยู่อีกมุมหนึ่ง ไม่ยอมเดินเข้ามาใกล้ๆ อาตมา สักพักเขาร้องเสียงดังว่า
“การทำนายด้วยเทพทำนายเป็นเรื่องหลอกคนทั้งนั้น เป็นพวกนักต้มตุ๋น”
อาตมาฟังเขาโวยวายด้วยความสงบนิ่ง แล้วบอกเขาว่า
“โลกนี้มีของจริงก็มีของปลอม นักต้มตุ๋นมีมากก็จริงแต่ทำไมถึงไม่ดูให้ดีว่า ใครคือของจริงใครคือของปลอมก่อนล่ะ”
เขาก็ตอบว่า
“ท่านอาจารย์หลูฯ เป็นนักต้มตุ๋นแน่ๆ”
อาตมาจึงบอกว่า
“อาตมาสามารถรู้เรื่องส่วนตัวของท่านบางอย่างได้”
“ผมไม่เชื่อ” เขายังดื้อ
“ขาขวาของท่านมีรอยแผล มีเลือดออก เกิดจากเมื่อวานขี่มอเตอร์ไซค์ล้มใช่ไหม”
เขางง ตกใจ ทำตาโต
“ผมไม่ได้บอกใครแม้แต่คนในครอบครัว รู้เรื่องนี้อยู่คนเดียว ท่านอาจารย์หลูฯ รู้ได้อย่างไรกัน”
แล้วเขาก็เดินเข้ามาใกล้ๆ ให้อาตมาช่วยทำนายให้ทุกคนร้องด้วยความดีใจ
******
โดยทั่วไปแล้ว การทำนายด้วยเทพทำนายนั้นจะแม่นมาก แต่บางครั้งก็อาจไม่แม่น ทำไมถึงไม่แม่นนะหรือ เอาละอาตมาจะขอเล่าให้ฟัง ครั้งหนึ่งได้มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง อยากจะเลื่อนเป็นหัวหน้ากองตำแหน่งนี้มีผู้ช่วงชิงอีก 3 คน คนนี้แซ่เจิ้น อีกสามคนมี แซ่จ้าว แซ่เฉิน แซ่เหลียง นายเจิ้นได้มาถามอาตมาว่า
“ผมจะได้เป็นหัวหน้ากองไหมครับ”
อาตมาก็ตอบว่า “ได้”
ประมาณครึ่งปีต่อมา ปรากฏว่าเมื่อคำสั่งแต่งตั้งหัวหน้ากองออกมาแล้ว กลับไม่ใช่คนแซ่เจิ้น แต่เป็นคนแซ่เฉิน เมื่อเป็นแบบนี้คนแซ่เจิ้นจึงโมโหมาก และได้มาต่อว่าอาตมา
“ที่ท่านทำนายว่าผมจะได้เป็นหัวหน้ากอง ทำไมวันนี้ไม่ได้เป็นล่ะ เทพทำนายอะไรกัน ไหนบอกว่าแม่นเป็นที่หนึ่ง ไม่เห็นแม่นเลย ที่แท้ก็คือการหลอกลวง แล้วท่านจะว่ายังไง”
อาตมาเองก็ตกใจแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรออกไปนายเจิ้นก็ถามต่อว่า
“ไหนบอกว่าผมจะได้เป็นหัวหน้ากองแน่ๆ ไม่ใช่หรือ แล้วนี่มันอะไรกัน”
อาตมาจึงตอบแบบเลี่ยงๆไปว่า
“จริงๆ แล้วอาตมาก็ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ คงต้องลองฟังจากเทพเจ้าโชคลาภวาสนาว่าเป็นเพราะอะไรก็แล้วกัน”
“แล้วเทพเจ้าโชคลาภวาสนาอยู่ที่ไหนล่ะ”
“เทพเจ้าโชคลาภวาสนาท่านไม่มีรูปลักษณ์หรอก”
“พูดชุ่ยๆ” นายเจิ้นไม่พอใจอย่างมาก
เวลาที่อาตมาทำนายไม่แม่น แล้วมีคนมาต่อว่า จะเห็นได้ว่าอาตมานั้นลำบากใจแค่ไหน พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ถามฟ้าอย่างเดียวทันใดนั้นเอง เทพเจ้าโชคลาภวาสนาก็ปรากฏตัวต่อหน้าอาตมา ท่านยกตัวหนังสือให้ดูตัวหนึ่งเป็นคำว่า “หยิง” (กามารมณ์) ใต้ตัวหนังสือนั้นมีวัน..เดือน..ปีที่กระทำผิดของนายเจิ้นอยู่ด้วย
“ท่านทำผิดศีลข้อกามา นี่นา”
นายเจิ้นก็ตอบว่า
“ไม่มี ผมไม่เคยทำ”
“วันที่…เดือน…ปี…”
นายเจิ้นก็ยังตอบว่า
“ไม่มี ไม่เคยทำ”
อาตมาฟังแล้วก็เริ่มสับสนเพราะเห็นอยู่ว่าเทพเจ้าโชคลาภวาสนาได้ยกตัวหนังสือให้ดูว่าผิดศีลข้อกามา แถมมีวัน..เดือน..ปีอยู่ด้วย ข้อมูลแจ้งมาอย่างชัดเจน ทำไมนายเจิ้นถึงกลับบอกว่าไม่มี อาตมาไม่เชื่อ จึงบอกไปว่า
“ลองนึกให้ละเอียดอีกครั้งได้ไหม”
นายเจิ้นคิดแล้วคิดอีก และนับวันอย่างละเอียด แต่ก็ยังตอบยืนยันว่า
“ไม่มี”อยู่นั่นเอง
ตอนนี้เทพเจ้าโชคลาภวาสนาได้ชี้แจงว่า ครั้งหนึ่งนายเจิ้นแอบดูสาวข้างบ้านอาบน้ำ อาตมาฟังแล้วรู้สึกขบขัน แต่ก็ไม่กล้าหัวเราะออกมาอาตมาบอกนายเจิ้นว่า
“ไม่ใช่มีชู้กัน แต่เป็นเรื่องการแอบดูสาวข้างบ้านอาบน้ำ”
นายเจิ้นฟังแล้วก็ตกใจไม่พูดจา ก้มหน้าเดินออกไปตามที่ทราบมา นายเจิ้นเดิมทีควรมีวาสนาเป็นหัวหน้ากอง หลายเดือนก่อนข้างบ้านของนายเจิ้นมีคนเข้ามาอยู่ใหม่เป็นหญิงสาวและอาศัยอยู่คนเดียว หน้าตาสวยน่ารัก สุภาพเรียบร้อย จึงทำให้นายเจิ้นสนใจมองหลายครั้ง บ้านของนายเจิ้นมีหน้าต่างบานหนึ่ง ตรงกับห้องอาบน้ำของหญิงสาวคนนี้พอดี อยู่มาวันหนึ่งหญิงสาวได้อาบน้ำ แล้วลืมปิดผ้าม่านนายเจิ้นบังเอิญเห็นเข้า จึงไปเอากล้องส่องทางไกลมาแอบดูตั้งแต่หัวจรดเท้า ปากก็ชมว่าสวย ใจก็ตื่นเต้นคิดว่า ถ้าได้นอนกับเธอ ย่อมไม่เสียชาติเกิด กลายเป็นพฤติกรรมตาดูใจคิด รู้สึกซาบซ่านหัวใจอย่างบอกไม่ถูกเทพเจ้าโชคลาภวาสนาได้บอกว่า
“ถึงแม้นายเจิ้นกับสาวเพื่อนบ้านไม่ได้ทำอะไรกันก็ตาม แต่การที่นายเจิ้นเห็นสาวอาบน้ำ ก็ควรหลบไป แต่นี่เขาไม่เพียงไม่หลบ ยังดูตั้งแต่หัวจรดเท้า ไม่เพียงแต่ตามอง ใจก็คิด จิตใจแห่งกามตัณหาจึงเกิดขึ้น แม้ยังไม่กระทำ แต่ก็ถือว่าผิดศีลแล้ว เหตุนี้จึงเป็นสาเหตุแห่งการตัดรอนลาภยศออกก่อนแล้วทำให้ต้องรอถึง 6 ปี ให้หลังจึงจะมีโอกาสได้เป็นหัวหน้ากอง
******
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่พลโท ”หลี่กู้” ได้มาหาอาตมา
“ท่านอาจารย์หลูฯ ผมได้ยินว่าท่านมีความสามารถทำนายแบบเทพทำนายเป็นอันดับหนึ่ง วันนี้มาขอคำชี้แนะ จำได้ว่าสมัยก่อน คุณพ่อคุณแม่ได้เชิญอาจารย์แซ่เอียะที่เป็นหมอดูมาทำนายด้วยการคำนวณตัวเลข เขาทำนายว่าตัวผมเองตอนอายุ 18 ปี จะสอบได้ “จอหงวน” (เป็นที่หนึ่ง) ของการสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ต่อมาจะได้เข้าสถาบันวิจัยทางทหาร อายุ 27 จะได้ปริญญาเอก อีก 3 ปี ต่อมาจะได้ไปเรียนที่สหรัฐฯ แล้วจะได้ปริญญาเอกอีกใบหนึ่งพออายุ 53 จะได้เป็นถึงพลเอก”
หลี่กู้พูดต่อว่า
“อาจารย์แซ่เอียะคนนี้ไม่ธรรมดา เวลาจะเชิญเขาทำนายต้องให้เงินทองมากมาย เวลาเขาทำนายใครก็จะเลือกคนด้วย รายเล็กรายน้อยเขาไม่อยากทำนาย และต้องจองคิว ไม่ใช่เมื่อไรก็ให้ทำนายได้ สิ่งที่อาจารย์แซ่เอียะทำนายให้แม่นมาก อายุ 18 ปี ผมสอบได้ที่หนึ่งทั่วประเทศ ส่วนตอนอายุ 27 ปี สอบปริญญาเอกแต่ไม่ได้ มาได้อายุ 29 ปี 3 ปีต่อมาไปสหรัฐฯ ได้ปริญญาเอกอีกใบนั้นถูกต้อง ทายว่าอายุ 53 ปีจะมีตำแหน่งถึงพลเอกนั้นไม่ถูก เพราะผมตอนนี้อายุ 56 ปีแล้ว ยังเป็นแค่พลโท ผมจึงมาให้ท่านอาจารย์หลูฯ ช่วยทำนายดูว่าชีวิตผมเป็นอย่างไร และเมื่อไหร่จะได้เป็นพลเอกเสียทีครับ”
อาตมาจึงใช้วิชาทำนายด้วยเทพทำนายให้หลี่กู้ ทำมุทรา “ลาภ” และมุทรากาลเวลา สุดท้ายใช้มุทราเรียนเชิญเทพเจ้าโชคลาภวาสนา พร้อมกับกล่าวคาถาว่า
“คาถาสวดขึ้นสะท้านเมฆและทะเล ชี้ไปอวกาศและธรรมภูมิ สิ่งที่กระทำเหมือนไขแม่กุญแจด้วยลูกกุญแจ สิ่งที่สงบเหมือนสุริยะส่องนที ส่องจนเห็นหยินหยางสลับกันปรากฏเทพเจ้าโชคลาภวาสนาขอจงปฏิบัติตามคาถาไท้ซั่งเล่าจูนเทอญ”
สวดสามจบ เทพเจ้าโชคลาภวาสนาก็ปรากฏตัวมาราวกับแสงไฟดวงหนึ่ง ที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น อาตมาจึงถามถึงดวงชะตาของหลี่กู้ทั้งชาติ เทพเจ้าโชคลาภวาสนาก็ตอบคล้ายอาจารย์เอียะอาตมาจึงถามว่า
“แล้วทำไมถึงได้ปริญญาเอกช้าไป 2 ปี”
เทพเจ้าโชคลาภวาสนาก็ตอบว่า
“ความจริงเขาควรได้ปริญญาเอกตามที่ทำนายไว้ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่ง เขาไปกับเพื่อนนักเรียนหนุ่มๆ ดื่มเหล้าแล้วไปเที่ยวโสเภณี เพราะเขาต้องการแสดงว่าใจกล้า จึงไปนอนกับโสเภณีคนหนึ่ง สาเหตุนี้จึงทำให้ช้าไป 2 ปี”
“นอนกับโสเภณีคืนหนึ่ง ก็ช้าไป 2 ปี เลยหรือ”
เทพเจ้าโชคลาภวาสนาก็ตอบว่า
“อย่ามองข้ามโสเภณีแห่งหอเขียว พิงข้างประตูท่าทางเย้ายวนชวนทำชั่วพึงรู้ว่าสุภาพบุรุษสงวนท่าและรักตัวจะทำตัวเป็นพระเอกย่อมต้องกลัวๆหล่อนเหมือนดอกไม้ร่วงจึงให้ท่ายั่วยวนตัวเราอย่าเหมือนหยกขาวกิเลสดองทั่วเสียทรัพย์ผิดศีลเสียงานและเปลืองตัว ติดโรคร้าย รักษายากมหันต์เอย”
เทพเจ้าโชคลาภวาสนากล่าวต่อว่า
“เรื่องช้าไป 2 ปีเป็นการลงโทษสถานเบาเท่านั้น หากติดโรคร้ายอาจถึงตายแม้ได้เป็นดอกเตอร์ สุดท้ายก็ตายได้”
อาตมาฟังแล้วก็พูดไม่ออก ถามต่อว่า
“หลี่กู้ควรเลื่อนตำแหน่งเป็นพลเอกในปีอายุ 53 ทำไมปีนี้อายุ 56 ปีแล้ว ยังเป็นแค่พลโท แถมยังไม่มีงานดีๆ ทำด้วย เป็นเพราะเหตุใดหรือ”
เทพเจ้าโชคลาภวาสนาได้เขียนอักษรจีน “เมาะซู” 2 คำให้อาตมาดู
“เมาะซู มีความหมายว่าอย่างไร” อาตมารู้สึกแปลกใจ
“ชื่อคน” เทพเจ้าโชคลาภวาสนาตอบ
“คนๆ นี้เกี่ยวพันกับหลี่กู้หรือ”
“แน่นอน” เทพเจ้าโชคลาภวาสนาตอบ
“หลี่กู้นับว่าเป็นบัณฑิตทางโลกตัวยง เก่งทั้งบู้และบุ๋น (วิชาอักษรศาสตร์และยุทธศาสตร์) ตอนหนุ่มๆ ทำผิดศีลกามาก็ช้าไป 2 ปี เป็นการลงโทษสถานเบา เมื่อถึงวัยกลางคนไม่เพียงไม่เปลี่ยนนิสัย กลับยังชอบเล่นพิเรนทร์แบบชายต่อชายกับคนที่ชื่อเมาะซู ซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปงาม และเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา หลี่กู้คบหากับเมาะซู 8 ปี การที่หลี่กู้ได้เลื่อนตำแหน่งถึงพลโทก็ถือว่าเคราะห์ยังดี เมื่อเป็นแบบนี้แล้วยังจะหวังอะไรถึงพลเอก เขาเพียงคิดแต่ลาภยศของตัวเอง ไม่คำนึงว่าตนทำเรื่องบาปกรรมไว้เลย”
“อนาคตของหลี่กู้เป็นอย่างไรบ้าง”
“ผลกรรมตกอยู่กับลูก”
“ลูกเขาจะเป็นอย่างไรล่ะ”
“ไร้ทายาทเพราะตายแต่เยาว์วัย” เทพเจ้าโชคลาภวาสนาตอบ
อาตมาฟังแล้วก็ตกใจมากจึงลองถามเรื่องเหล่านี้กับหลี่กู้ไปเรื่องแรกพูดถึงเรื่องช้าไปสองปีจึงได้ปริญญาเอกหลี่กู้ก็ตอบว่า
“มี ตอนหนุ่มๆ นึกสนุก พวกเราไปกันหลายคน ไม่นึกว่าเพราะอย่างนี้จะทำให้ช้าไปถึง 2 ปี”
พอพูดถึงว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นพลเอกไม่ได้ อาตมาได้เขียนชื่อ “เมาะซู” แล้วยื่นให้เขาดู เมื่อเขาเห็นแล้ว ได้แต่ก้มหน้าไม่พูดอะไร
“มีเรื่องอย่างนี้จริงหรือ” อาตมาถาม
“มีครับ” หลี่กู้พยักหน้าตอบ หลี่กู้ยืนขึ้นบอกว่า
“ท่านอาจารย์หลูฯ ท่านทำนายแม่นจริงๆ ผมเข้าใจแล้วว่า ดวงชะตาของมนุษย์เราถึงจะมีลิขิตไว้แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงได้ และการเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้นอยู่กับจิตใจนั่นเอง”
“พูดได้ดีมาก หวังว่าเมื่อรู้สาเหตุแล้วจะตรึกตรองให้ดีจะได้ไม่ต้องเจอกับผลของวิบากกรรมอีก”
ตอนหลี่กู้ลากลับ อาตมาได้ให้กระดาษแผ่นหนึ่ง เป็นข้อความเตือนใจว่า
“ชายหญิงอยู่คู่ผัวเมียตามสัจธรรมจะให้กลับชายหญิงยุ่งเหยิงได้อย่างไร ทำคนอื่นโสโครกน่าอับอายชื่อเสียงของตนย่อมมัวหมอง เสียเงินเสียทองสูญเปล่าทำลายสุขภาพตนเองและผู้อื่นขอให้ท่านหันหน้ามองดูลูกหลาน กฎแห่งกรรมนั้นไซร้ไม่เว้นเอย”
หลังจากนั้นไม่นานนัก ลูกโทนของหลี่กู้ได้ประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต ทำให้เขาต้องไร้ทายาทผู้สืบตระกูลจริงๆ เป็นดั่งคำกล่าวของเทพเจ้าโชคลาภวาสนาที่ทำนายไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
******
มีอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับเทพเจ้าโชคลาภวาสนาเช่นกัน ครั้งหนึ่งมีคนๆ หนึ่งชื่อ “เยียนเม่า” เป็นเจ้าของโรงงานผลิตเครื่องมือโลหะภัณฑ์ หลายปีก่อนเคยมาถามเรื่องต่างๆ เทพเจ้าโชคลาภวาสนาก็ตอบว่า
“อีก 15 ปีจากนี้ไปจะเป็นพ่อค้ามหาเศรษฐี”
ผลคือประมาณ 10 ปีเศษ เยียนเม่าโรงงานเจ๊ง เนื่องจากกู้ยืมเงินมากเกินไป หนี้สินล้นพ้นตัว ต้องหนีไปต่างประเทศเร่ร่อนไปเรื่อย ไม่สามารถกลับบ้านเมืองได้เยียนเม่าอยู่ต่างประเทศด้วยความยากลำบากมาก เขาขายของตามบาทวิถีแบกะดิน มีรายได้น้อย แล้วไปเป็นคนงานก่อสร้าง จากเดิมที่เคยเป็นถึงเจ้าของโรงงาน เดี๋ยวนี้ต้องอยู่บนหลังคาบ้านที่กำลังก่อสร้าง สุดท้ายก็ถูกเลิกจ้าง เพราะงานก่อสร้างเป็นงานที่ตัวเขาไม่ถนัด เขาจึงไปเป็นลูกจ้างร้านอาหารพอมีเงินเป็นค่ากินอยู่ไปวันๆ ต่อมาเยียนเม่าสืบหาจนรู้ที่อยู่ของอาตมาในต่างประเทศจึงนั่งรถบัสมาพบ เขานั่งอยู่บนรถบัสสวัสดิการของรัฐเป็นเวลา 2 คืน 3 วัน ตอนเช้าตรู่เมื่ออาตมาได้พบเขา เห็นแล้วก็ตกใจ เยียนเม่าในอดีตใส่สูทเรียบร้อยเส้นผมเงาวับเวลาออกจากบ้านจะนั่งรถยนต์คันใหญ่สีดำมีคนขับรถและเลขาฯ แต่เยียนเม่าวันนี้หัวหงอกเทา แต่งตัวไม่เรียบร้อยสวมแจ๊คเก็ตเก่าขาด ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยของการเดินทางไกลสภาพตกระกำลำบากน่าสงสาร อาตมาเชิญเขาเข้าบ้าน รินนมร้อนแก้วหนึ่งให้เขาและเชิญเขากินขนมปัง เขาบอกว่าเขายังไม่ได้กินอาหารเช้าด้วยซ้ำ
“ไหนตอนนั้นเทพเจ้าโชคลาภวาสนาบอกว่า 15 ปีให้หลังผมจะเป็นมหาเศรษฐีแล้วตอนนี้ล่ะ”
“ตอนนี้กี่ปีแล้ว” อาตมาถาม
เยียนเม่านับนิ้วดู “15 ปี พอดีครับเทพเจ้าดูแลโชคลาภทำนายไม่แม่นแล้ว ท่านทำนายไม่แม่นแล้ว”
อาตมาฟังแล้วก็พูดไม่ออกเยียนเม่าถามต่อว่า
“ทำไมถึงไม่แม่นล่ะครับในปีนั้นเป็นช่วงที่โรงงานของผมรุ่งเรืองที่สุด ผมยังเชิญท่านอาจารย์หลูฯ มาดูฮวงจุ้ย และทำตามคำชี้แนะแก้ไขส่วนบกพร่องและพอให้ทำนาย ก็ได้รับคำทำนายว่า 15 ปีให้หลังต้องรวยแน่ๆ 15 ปีหลังเป็นช่วงสูงสุดของชีวิตผม บัดนี้ 15 ปีแล้ว ทำไมผมตกต่ำถึงเพียงนี้ เป็นเพราะอะไรครับ”
“อาตมาเองก็ไม่ทราบว่า…” อาตมาเหงื่อแตก
“แต่ตอนนี้ผมไร้หนทางแล้วท่านอาจารย์หลูฯ บอกผมหน่อยเถอะว่าต้องทำอย่างไร”
“งั้นอาตมาจะลองทำนายดูอีกครั้ง”
“ทำนาย…ทำนายทำไม” เยียนเมารู้สึกโมโหจากนั้นอาตมาก็เห็นเทพเจ้าโชคลาภวาสนาจูงมือเด็กสองคน
“เด็กนี่เป็นลูกของใครกันล่ะ” อาตมาถามเทพเจ้าโชคลาภวาสนา
“วิญญาณทารกของเยียนเม่า” เทพเจ้าโชคลาภวาสนาตอบ
โอ้ อาตมาทราบแล้วในช่วงเวลา 10 กว่าปีมานี้ เยียนเม่าฆ่าเด็กในท้องภรรยา 2 คน จึงมีวิญญาณทารก 2 ตน อาตมาจึงพูดกับเยียนเม่าว่า
“เยียนเม่า ท่านได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เมียท่านทำแท้งเด็ก 2 ครั้ง”
“การทำแท้งมีถมไปบาปหนาอย่างนั้นหรือ” เยียนเม่าแย้ง
เทพเจ้าโชคลาภวาสนาสั่นหัวและใช้นิ้วชี้ไปที่ฟ้า บนฟ้าปรากฏศาลแม่ชีหลังหนึ่ง ในนั้นมีแม่ชีเยาว์วัยและหน้าตาสะสวยเดินออกมาโดยจูงวิญญาณเด็ก 2 ตนที่เมื่อสักครู่เทพเจ้าโชคลาภวาสนาจูงมาด้วยอาตมาเห็นแล้วก็เข้าใจทันที
“เยียนเม่าท่านเป็นสัตว์เดรัจฉาน ข่มขืนแม้กระทั่งแม่ชีวิญญาณเด็ก 2 ตนนั่นคือลูกของแม่ชีใช่ไหม”
เยียนเม่าเหงื่อแตก
“นี่…นี่…แม่ชีคนนั้นมาชอบผมเองนะ”
“ในวัดในศาลเจ้ามีพระพุทธเจ้า มีพระโพธิสัตว์ มีวัชรธรรมบาล แล้วยังมีภิกษุและแม่ชีเป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่ทรงศีลบริสุทธิ์ ถ้าไปล่อลวงพวกเขามาต้องมีโทษเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเมื่อทำการไม่ระวังตัว เสพเมถุนกับแม่ชี เกิดมีลูก 2 ครั้ง แล้วทำแท้งทั้ง 2 ครั้ง นี่เป็นบาปกรรมหนักหนาขนาดไหนที่ตกต่ำทุกวันนี้ย่อมมีสาเหตุ”
“จริงหรือครับ”
“แน่นอน”
“ผมควรทำอย่างไร”
“สาบานและถือศีล ต้องเขียนคำเสนอต่อฟ้าดิน เขียนชื่อแซ่ วันเดือนปีเกิดให้ชัด ลงลายมือชื่อขอสาบานต่อฟ้าดินเผาคำเสนอตนรายงานต่อฟ้าดินว่า ขอสำนึกผิดในสิ่งที่กระทำในอดีต ต่อไปกระทำอย่างระวังตัว ไม่ขอข้องเกี่ยวกับเรื่องผิดศีลกามา จะตัดขาดความชั่ว กลับตัวกลับใจเป็นคนดีคนใหม่ ไม่เพียงเท่านี้ ต้องมีจิตเป็นกุศล ทั้งเตือนผู้อื่นด้วยวาจาและหนังสือ ให้ผู้คนละเว้นการทำผิดศีลกามา ตามพระสูตรกล่าวไว้ว่า ผู้ที่เตือนผู้อื่นละเว้นจากกามตัณหา จะได้กุศลเพิ่มพูน 5 ประการ และสามารถทำให้หลีกเลี่ยงการตกลงไปใน 3 อบายภูมิ เป็นการพยายามสร้างตนให้มีจิตใจสูงขึ้น”
“ครับ ได้ครับ”
เยียนเม่าตอบมีกลอนบทหนึ่งที่เกี่ยวกับผู้ปฏิบัติธรรมแล้วทำผิดศีลกามา มีใจความว่าดังนี้
“หวังบำเพ็ญหลุดพ้นวัฏจักร อย่าพลอดรักจีบสาวน่ารังเกียจทำลายศีลทำลายชื่อเและเกียรติ บ่คำนึงบริสุทธิ์ของพุทธะเทพเจ้าโชคลาภวาสนาตามองดั่งสายฟ้า ชายหญิงฉวยโอกาสเกี้ยวพาราศี โทษทางโลกทางธรรมมิใช่เบา ทำตัวโง่เขลาตกหลุมไม่คุ้มเอย”
ท้ายที่สุดอาตมาได้ส่งเยียนเม่ากลับไป และให้เงิน2,000 ยูเอสดอลลาร์ หวังว่าเขาจะกลับตัวกลับใจ
******
เมื่อพูดถึงเรื่องของเยียนเม่า อาตมามีความคิดส่วนตัวดังนี้…
นานมาแล้วอาตมาเคยดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เนื้อเรื่องเล่าถึงบาทหลวงรูปหนึ่งที่ไปมีความรักกับหญิงสาวนางหนึ่งผู้หญิงคนนี้มีจิตใจคิดที่จะกำราบหัวใจของบาทหลวงพอดูแล้วทำให้คิดถึงสีกาที่ไปล่อลวงภิกษุ ผู้ชายที่ไปล่อลวงแม่ชีและพระภิกษุล่อลวงภิกษุณีเรื่องอย่างนี้ไม่ใช่ว่าไม่มี พอเรื่องแดงออกมา ปรากฏว่าสื่อมวลชนสนใจเป็นพิเศษ ลงข่าวพาดหัวทันที โดยไม่คำนึงว่าเป็นเรื่องจริงหรือข่าวลือ เพราะถ้าเป็นเรื่องทำผิดศีลของผู้ปฏิบัติธรรมแล้วละก็ ผู้อ่านยิ่งสนใจ เพราะจะทำให้หนังสือพิมพ์ขายดิบขายดี กาลสมัยเปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้สื่อมวลชนมีความสามารถกลับขาวเป็นดำ ไม่มีใครสนใจความจริง สื่อมวลชนกลายเป็นทีมโฆษณาของข่าวคาวข่าวฉาวสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมนั้นถ้าทำผิดศีล ก็ว่าด้วยกฎแห่งกรรม ถือว่ายิ่งน่ากลัว เพราะเป็นผู้รู้พุทธธรรม แต่ทว่ากลับทำผิดเสียเองในพระสูตรกล่าวว่า ผู้กระทำกรรมแห่งกามตัณหา สิ่งที่ได้มาคือภรรยาและบุตรสาวจะประพฤติผิดในกามไปด้วยต้องขาดลูกหลานสืบวงศ์ตระกูล ตายแล้วตกลงในสามอบายภูมิ กลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน ผีเปรต หรือลงนรกร้อยพันหมื่นกัปกัลป์ ยากจะหลุดพ้นมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง ผู้ใดทำผิดศีลกามา จะสูญสิ้นตำแหน่งการงาน เสียชื่อเสียง สิ้นเปลืองเงินทอง ผู้ที่กามตัณหาจัดจะมีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนมาก อายุสั้น จะมีคนดูถูกเหยียดหยาม อาจสร้างศัตรูสุดท้ายเสียหายมากมายผู้หญิงที่ไปล่อลวงภิกษุ ผู้ชายไปล่อลวงแม่ชี หรือภิกษุแม่ชีที่ร่วมกันทำผิด นี่เป็นความชั่วอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นในพุทธบัญญัติศีล 5 เบื้องต้นนั้น ศีลข้อกามา ถือเป็นเรื่องสำคัญ นักปราชญ์ผู้มีภูมิความรู้เหนือกว่าคนทั่วไป หรือบัณฑิตที่อยู่ในสังคม ย่อมมีความรู้สามารถมองออกว่า ต้นตอของกามตัณหาอยู่ที่ไหน บ้างก็ว่าให้ตัดขาดบ้างก็ว่าให้ระงับ แต่นิกายคุยหยานนั้นมีหลักการสำคัญว่าให้นำกามตัณหาที่เป็นความรู้สึกสามัญเปลี่ยนแปลงให้เป็นพลังขับเคลื่อนในการปฏิบัติธรรมในการปฏิบัติธรรมในการกล่าวเตือนและขอร้องเหล่านี้เพียงต้องการให้ทุกๆ คนฝ่าด่านแห่งความหลงของปุถุชนไปสู่ความปิติแห่งความบริสุทธิ์วิธีปฏิบัติของนิกายคุยหยานนั้นคือ กาย ลมปราณ แสงสว่าง วาจา จุดจักระและลมปราณไหลเวียน ใจ มหาสุขอย่างบริสุทธิ์ อาตมารู้ว่า ภิกษุและแม่ชีที่ยังไม่บรรลุธรรมนั้น ไม่ใช่นักปราชญ์และบัณฑิต ใครๆ ก็อาจทำผิดได้ แต่ต้องพยายามรักษาศีล รู้ว่าฟ้าดินจะลงโทษผู้ทำผิดศีลอย่างหนัก ต้องสำนึกความผิดที่เคยกระทำ ทุกๆ คนต้องเรียนรู้วิธีสำนึกบาปและยุติการทำบาปหนังสือธรรมะและหนังสือกุศลที่สอนให้คนทำดีนั้นต้องเผยแพร่ให้กว้างขวาง ให้ชาวโลกรู้ว่าการที่ยึดติดแต่การเสวยสุขทางวัตถุ และปล่อยใจตามกามตัณหานั้น สุดท้ายจะได้มาซึ่งความทุกข์ ไม่ควรส่งเสริมยุยง ถ้าทำได้แบบนี้สังคมจะมีสิริมงคลและความสงบสุข ประเพณีจะค่อยๆ ดีขึ้นจิตใจของคนก็จะได้สูงขึ้น ดั่งโศลกบทหนึ่งที่ได้เขียนว่า
“ธุรกิจทุกแขนงให้ตั้งสมมุติฐานที่ตัวตน สิ่งที่ทำร้ายต่อเรือนร่างมีมากมาย ที่สุดรุนแรงคือหลงติดในกามตัณหา สุภาพบุรุษสมควรรักตัวเสมือนหยก อย่าคิดชั่วซื่อสัตย์บำเพ็ญในตัวตนเอย”
******




















