เนื้อหาบางส่วนจากวรรณกรรม "พลังศักดิ์สิทธิ์ของมนตรา"

การเรียกพลังธรรมกลับคืน

ครั้งหนึ่งอาตมาเคยฝันถึงเรื่องหนึ่ง
ซึ่งนับเป็นเรื่องที่แปลกมากตอนนั้นอาตมาฝันว่าตัวเองได้เหาะเหินอยู่บนท้องฟ้า
พอผ่านไปทางยอดภูเขาสูงแห่งหนึ่งก็เห็นว่าตรงที่ราบบนภูเขานั้นมีพระรินโปเชธิเบตนั่งอยู่
ข้างๆ มีพระลามะ 2 รูป รูปหนึ่งถือธง อีกรูปหนึ่งเป่าปี่ลำโพงพออาตมาเหาะเหินผ่านด้านบนของพระรินโปเชธิเบต ก็ได้ยินพระรินโปเช
ธิเบตถามลามะทั้งสองว่าชาวฮั่นคนนี้เป็นใคร
ลามะก็ตอบว่า
"คือเหลียนเซิน รินโปเช หรือท่านอาจารย์เหลียนเซิน"
อีกรูปก็พูดว่า
"ท่านอาจารย์เหลียนเซิน มีชื่อเสียงและมีพลังธรรมมาก เคยไปเทศนาธรรมที่วัดจือปั่นซื่อ" (วัดแห่งหนึ่งซึ่งมีชื่อมากในธิเบต-ผู้แปล)
พระรินโปเชธิเบตคิดสักครู่ก็บอกว่า
"ถ้าอย่างนั้นอาตมาจะเรียกพลังธรรมของเขากลับคืนมา"
หลังจากวันนั้นอาตมาก็ยังคงฝันถึงพระรินโปเชธิเบตองค์นี้อีกในความฝันอาตมากับ พระรินโปเชธิเบตยืนอยู่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่งชื่อ 'แม่น้ำเยาะสุ่ยซานเชียน'
แม่น้ำแห่งนี้เป็นแม่น้ำที่ลึกมาก มีคลื่นลมแรงและเมื่อมีสิ่งใดตกลงไปจะไม่สามารถลอยได้เลย
ขนาดใบไม้ใบหนึ่งตกลงไปก็ยังจมลง หรือแม้แต่ขนห่านก็ไม่สามารถลอยได้
พระรินโปเชธิเบตบอกกับอาตมาว่า
"ท่านอาจารย์เหลียนเซิน ข้าอยากให้ท่านลองใช้พลังธรรม
(อิทธิฤทธิ์) ห้ามเหาะเหินข้ามไปแต่ให้ใช้การเดินไปบนผิวน้ำเท่านั้นนะ"
ได้ยินแบบนี้อาตมาก็รู้แล้วว่า พระรินโปเชธิเบตต้องการทดสอบความสามารถของอาตมา
อาตมาจึงเพ่งจิต เพื่อนำปรมาจารย์สายตรงมาสถิตอยู่บนหัว ส่วนมือนั้นเริ่มทำมุทราอุทกเทวะ
ปากท่องรหัสกันน้ำว่า
น้ำไร้น้ำใจจำนวนหนึ่ง
พันปีไม่ยอมบรรทุกใคร
บัดนี้อาตมาเดินผ่านไป
ขอสมุทรทะเลจงกลายเป็นนา
"จี๋จี๋หยูลี่ลิ่ง" 3 จบ (หมายความว่ารีบๆ ทำตามคำบัญชา)
พอท่องครบ 3 จบ อาตมาจึงเหยียบลงไปในแม่น้ำ น้ำก็แข็งตัวอย่างกับพื้นดินจริงๆ แล้วอาตมาก็เดินผ่านไปทีละก้าวๆ จนเดินข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้
คราวนี้ถึงคิวของพระรินโปเชธิเบตที่ต้อง เดินผ่านผิวน้ำบ้างอาตมาเห็นเขาลังเลนิดหนึ่ง แล้วจึงเดินลงไปในแม่น้ำ แต่ปรากฏว่าเขากลับจมลงไปทั้งตัว
ไม่สามารถเดินบนผิวน้ำได้อย่างอาตมา
เมื่อพระรินโปเชธิเบตกำลังจมลงน้ำ ปรากฏว่ามีพญาครุฑตัวใหญ่มาก มีปีกสีทองมาช่วยเขาไว้เสียก่อน
อาตมาคิดว่าพญาครุฑตัวนี้คงเป็นองค์ธรรมบาลของพระริน
โปเชธิเบต
พอขึ้นมาได้พระรินโปเชธิเบตก็รู้สึกอับอายเป็นอย่างมากจนทำตัวไม่ถูก แล้วบอกอาตมาว่า
"อาตมาจะเรียกพลังธรรมของท่านกลับคืนมาให้ได้"
ฝัน 2 เรื่องนี้นับเป็นเรื่องที่แปลกมาก
ในช่วงเวลานั้นมีพระรินโปเชธิเบตหลายท่านมานับถืออาตมาเป็นสรณะ และตอนที่อาตมาไปเป็นประธานร่วมกับประมุขนิกายสายเหลือง 'กันตันเชอปา'
ในการเปิดประชุมงานธรรมประชุม ก็ได้พบกับพระทาไลลามะ แล้วอาตมาก็ได้เทศนาธรรมใน 3 วัดใหญ่ของธิเบต ทั้งๆ ที่อาตมาเป็นชาวฮั่น (จีน) เพียงคนเดียวเท่านั้น หลังจากการเทศน์ครั้งนั้น ปรากฏว่าชื่อเสียงของอาตมาก็กระจายไปทั่วอินเดีย ธิเบต จนมีพระรินโปเชธิเบตมานับถืออาตมาเป็นสรณะเพิ่มขึ้น และมีท่านหนึ่งเป็นถึงประธานรัฐสภา 'จิบมี่ รินโปเช่' ของรัฐบาลชั่วคราวธิเบตรวมอยู่ด้วย
วัดที่นั่นบางวัดจึงมีรูปของอาตมา ตั้งเพื่อบูชาอยู่ เช่น วัดกันตันสุภาพ วัดกังเซิ่น เป็นต้น เมื่อเป็นแบบนี้อาตมาจึงคิดสร้างความสัมพันธ์ทางบุญปัจจัยกับคุยหยานของธิ เบตอย่างลึกซึ้ง เพราะนี่ถือเป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่ง
อย่างสายธรรมะ ของอาตมาเองก็รับการถ่ายทอดมาจากธิเบต โดยมาจากพระอาจารย์นอนา พระอาจารย์เลี่ยวหมิง ทูเตินนิมะ ทูเตินตะลิ ทูเตินตะจิ มหารัตนธรรมราชาคามาปา (รุ่นที่ 16) พระอาจารย์สักกะเจิ้นคง เป็นต้น
แต่ก็มีข้อเสียอยู่ที่ชื่อเสียงของอาตมานั้นมีมาก โดยเฉพาะในเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ของอาตมาที่มีสูง จึงทำให้กลายเป็นที่สนใจของคนอื่นมากเป็นพิเศษ
เมื่อเป็นแบบนี้ก็แน่นอนว่าย่อมมีพระรินโปเชธิเบตที่ไม่ยอมรับอาตมา
อาตมาคิดว่าพระรินโปเชในฝันนั้นก็คงเป็นหนึ่งในพวกที่ไม่ยอมรับอาตมาเช่นกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่พูดกับอาตมาว่าจะเรียกพลังธรรมกลับคืน และอาตมาก็รู้สึกว่าการที่ฝันแบบนี้ถึง 2 ครั้งนั้นเป็น
เหมือนการเตือน และรู้สึกว่ามันเป็นความฝันที่ไม่ค่อยเป็นมงคล ดังคำกล่าวที่ว่า
ไม่รู้แจ้งมูลลักษณ์ของภูตตถาคตา
ไม่สมกายามีชื่อว่าธรรมราชา
ไม่รู้แจ้งเห็นจริงทางโพธิจิต
ทำตัวชิงดีชิงเด่นไร้มรรคผล

••••••••••••••••••••

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น อาตมาได้บำเพ็ญธรรมคุยหยาน (วัชรยาน) พร้อมไปกับการสร้างพุทธมณฑลและท่องคาถามนตรา ไตรกรรมโยคะ (กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม สื่อสัมพันธ์กัน) เพื่อขจัดอาวรณ์ เพิ่มพูนปัญญา แปลงปุถุชนเป็นอริยบุคคลให้มีบารมีและ
อิทธิฤทธิ์เหนือความนึกคิด
อย่าง 'ซินฟะ' (หฤทัยธรรมะ) ที่อาตมาบรรลุนั้นก็เป็นของมหาไวโรจนาตถาคต ที่ครั้งหนึ่งได้ถ่ายทอดให้แก่วัชรสัตวา เกี่ยวกับหลักธรรมที่ตรัสรู้ ณ วังสุดยอดธรรมภูมิบนสวรรค์ชั้นฟ้า
อาตมาได้รับพุทธาภิเษกมาจากพระอาจารย์หลายท่าน ด้วยเหตุนี้จึงนำเอาหลักธรรมที่ลึกลับต่างๆ มาเผยแผ่ในคุยหยาน ก่อตั้ง 'เจินฝอจง' (นิกายสัตยพุทธ) เพื่อสร้างพุทธมณฑล นับเป็นความตั้งใจของอาตมาที่ทำสำเร็จแล้ว ซึ่งมีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่รับรู้
เพราะอาตมารู้ว่าบุญกุศลบารมีที่บำเพ็ญจนสำเร็จ เป็นสิ่งที่ทำได้ยากในโลกใบนี้ และภูตตถาตาก็คือตัวอาตมา นั่นคือ
รหัสลับมี 4 ชั้น
ทุกชั้นวิเศษสุด
ไตรกรรมใช้ลับๆ
ทุกคุยหะย่อมลึกซึ้ง
อย่างเรื่องที่อาตมาฝันทั้ง 2 เรื่องก็ย่อมเป็นเรื่องจริง ซึ่งแตกต่างจากคนธรรมดา เพราะตัวอาตมากับพระพุทธนั้นรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และตอนที่อาตมานั่งสมาธิก็ยังปรากฏเรื่องนี้ขึ้นเหมือนกัน
ในสมาธิ…อาตมาเดินอยู่ในปรโลก ที่นี่ไม่มีตะเกียงโคมไฟ จึงทำให้อาตมาไม่รู้ทิศทาง อาตมาจึงใช้วิธีเปล่งรัศมีออกจากจิต บนศีรษะของอาตมาก็ปรากฏตะเกียงทอง 3 ดวง หรือที่เรียกว่ารัศมีสายธรรมที่อาตมาได้รับการถ่ายทอดมา แล้วบนท้องฟ้าก็มีนกยักษ์บินมา ใช้ปากคาบตะเกียงทอง 3 ดวงไป แถมรอบๆ ตัวอาตมายังมีสัตว์ร้ายส่งเสียงคำราม รวมไปถึงพวกผีร้ายจำนวนมากที่กำลังร้องเสียงโหยหวน พออาตมาเห็นมหาธรรมบาลองค์หนึ่งขี่ม้าผ่านมา แล้วบนหัวสวมหมวกงอบ ก็รู้ว่าเป็นองค์ 'มหาเทพสงเทียน' อาตมาก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ
แล้วก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้อาตมาสงสัย
ต่อมาอีกไม่นานก็มีพระลามะซัวนานจากธิเบตมาหาอาตมาแล้วบอกว่า
"เหลียนเซิน รินโปเช ท่านกำลังแย่แล้ว"
อาตมาจึงถามกลับไปว่า "แล้วแย่เรื่องอะไรล่ะ"
"มีพระโชกัง รินโปเช เจ้าอาวาส (คันปู) ที่ตำแหน่งสูงส่ง
มีพลังธรรมอิทธิฤทธิ์มาก จะทำการบำเพ็ญธรรม เพื่อเรียกพลังธรรมของท่านกลับคืน"
"โชกัง รินโปเช อาตมาไม่เคยได้ยินชื่อเลย"
"ท่านไม่รู้จักเขา แต่เขารู้จักท่าน" ลามะซัวนานกล่าว
"แล้วทำไมต้องเรียกพลังธรรมของอาตมาคืนด้วยล่ะ"
ลามะซัวนานกล่าวว่า
"เพราะท่านมีชื่อเสียงมากเกินไปน่ะสิ"
"แต่การมีชื่อเสียงไม่ใช่ความตั้งใจของอาตมา"
"โชกัง รินโปเชหาว่าท่านบุกรุกเขตอิทธิพลของเขา"
"อาตมาไม่มีเขตอิทธิพล"
"แต่ตอนที่ท่านไปอินเดีย ท่านไม่ได้ไปเยี่ยมเขา"
"เขาอยู่วัดไหน"
"ท่านไปวัดจือปั่นซื่อ และไปวัดกันตันซื่อ แต่ไม่ได้ไปวัดสือลาซื่อ โชกัง รินโปเชโมโหมาก เขาเลยจะเล่นงานท่าน"
"แบบนี้อาตมาก็มีความผิดด้วยหรือ"
"ใช่"
"แล้วโชกัง รินโปเชมีพลังธรรมอะไรบ้าง ท่านพอทราบไหม" อาตมาถาม
ลามะซัวนานก็บอกว่า
"สมัยก่อนนานมาแล้ว เขาเป็นคุรุมนตราที่มีชื่อเสียงมากของธิเบต พวกฝ่ายตรงข้ามคนไหนที่คิดลองดีกับเขา ถ้าไม่กระอักเลือดตายทันทีก็จะป่วยหนักปางตาย หรือมีเหตุให้ต้องตาย นอกจากนี้โชกัง รินโปเชยังมีองค์ธรรมบาลใหญ่ 2 องค์ องค์หนึ่งคือ 'มหาเทพสงเทียน' ที่มีชื่อเสียง อีกองค์คือ 'เทพพญาครุฑปีกทอง'
ทั้งสององค์ธรรมบาลนี้ทำให้เขาไร้เทียมทาน"
"อาตมาจำได้ว่ามหาเทพสงเทียน มีข้อห้ามไม่ให้บำเพ็ญไม่ใช่หรือ"
ลามะซัวนานก็ตอบว่า
"คุยหยานของธิเบตแบ่งออกเป็น 2 ลัทธิ ลัทธิหนึ่งห้ามบำเพ็ญ อีกลัทธิอนุญาตให้บำเพ็ญได้ แต่เนื่องจากการบำเพ็ญต่อองค์มหาเทพสงเทียนนั้นทำให้มีพลังมาก
จึงมีคนเป็นจำนวนมากที่มาบำเพ็ญตนต่อองค์มหาเทพสงเทียน จนทำให้เกิดเป็นปัญหาของธิเบต"
อาตมาฟังที่ลามะซัวนานพูดแล้ว ก็รู้สึกสะเทือนใจ แต่ไม่ได้นึกกลัว เพราะ "จิตที่เที่ยงนั้นย่อมไม่กลัวความชั่ว"
ลามะซัวนานบอกว่า
"แต่ท่านก็ควรจะระวังไว้บ้างนะ"
"แล้วอาตมาจะป้องกันได้อย่างไรบ้างล่ะ"
"องค์ธรรมบาลย่อมสู้กับองค์ธรรมบาลได้" ลามะซัวนานบอก
ลามะซัวนานเตือนอาตมาเสร็จแล้วก็จากไป
ส่วนอาตมาเองก็ได้แต่ครุ่นคิดในคำเตือนของลามะซัวนาน เพราะมันช่างเหมาะเจาะกับฝัน 2 ครั้งที่ผ่านมา เพิ่มความระมัดระวังตัวมากขึ้นด้วยการเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา

••••••••••••••••••••

แล้ววันหนึ่งสิ่งที่พระลามะซัวนานเตือนอาตมาก็มาถึง 'มหาเทพสงเทียน' มาปรากฏตัวอยู่บนท้องฟ้าตรงหน้าอาตมา สี่เท้าของม้าเหยียบดินอันวิเศษ หมวกงอบชี้ฟ้าท่าทางสง่างามไปมาเข้าออกไร้อุปสรรค น่าเกรงขามขี่ม้าอยู่บนเมฆ
มหาเทพสงเทียนใช้วัชรคทาตีศีรษะอาตมา ถ้าเป็นนักบำเพ็ญทั่วไปคงจะหัวแตกเลือดไหล สิ้นลมหายใจวิญญาณเร่ร่อนไปสู่บัลลังก์ของพญายมไปแล้ว
แต่สำหรับอาตมาซึ่งปกติก็ได้บำเพ็ญตนต่อองค์ธรรมบาล 'องค์ยามันตากะ' (มหาบารมีวัชรธรรมบาล) อยู่ตลอด องค์ยามันตากะจึงปรากฏอยู่บนหัวของอาตมา ซึ่งองค์ท่านมีหลายเศียร หลายมือ หลายเท้า ท่าทางน่ากลัวมาก รอบๆ ตัวของอาตมาทั้ง 4 ทิศ จึงล้วนถูกปิดกั้นเอาไว้หมด
ที่จริงแล้วถ้าจะให้อาตมาอันเชิญองค์ยามันตากะ มาสู้กับ มหาเทพสงเทียน ก็ย่อมทำได้แต่อาตมาคิดว่ายังไม่ต้องถึงขั้นนั้น
อาตมาจึงให้องค์ยามันตากะถอยไปก่อน แล้วอาตมาก็ตั้งสมาธิเพื่อทำให้หัวกะโหลกของตัวเองแยกออกเป็นดอกบัว 8 กลีบ ที่ผลิออก ได้ยินเสียงว่า
"ไอหน่าย"
ในดอกบัวมีองค์พระพุทธเจ้าอมิตาภะ ที่มีมหาปุริสลักษณ์ 32 ประการ อสีตยานุ พยัญชนะ 80 ประการ ดังคำกล่าวที่ว่า
เงาจันทร์ประทับสระบัว สระบัวประทับนภา
ลมร้องกอไผ่ กอไผ่ก็ร้องเสียงของลม
โลกสังคมมีนักบำเพ็ญธรรมมากมาย
นึกผิดไปคิดว่าอมิตาภะตถาคตอยู่ยอดเขาอื่น

และเมื่อมหาเทพสงเทียน เห็นว่ารัศมีเมตตาจากดอกบัวได้ส่องไปทั่วร้อยหมื่นโยชน์ และเห็นว่าเป็นองค์อมิตาภะตถาคตจริงแน่แท้ ก็พนมมือและจากไป
ตอนแรกอาตมาคิดว่าเมื่อมหาเทพสงเทียนไปแล้วเรื่องก็คงจบ แต่ปรากฏว่ามันยังไม่จบ อาตมาจึงบำเพ็ญธรรมเรียนเชิญว่า
โอม ซือปาวา ซุตตา ซาเออวา ตาเออมา ซือปาวา ซุตตอฮั่ง
โอม อะ ฮุ่ม โซหะ

เมื่อว่าจบปกติองค์เทพต่างๆ จะปรากฏตัว แต่คราวนี้กลับไม่มีวี่แววใดๆ ทั้งสิ้น อาตมาแปลกใจมาก คล้ายกับว่าพลังธรรมของอาตมาได้หายไปเสียแล้ว
อาตมาจึงลองเชิญเทพเจ้าที่ทั้ง 4 ทิศ
หนาหมอ ซันมันโต มูโทนัน โอม ตูลู ตูลู ตีเวย โซหะ
มือทำมุทรา เอาเท้ากระทืบพื้นดิน
ปกติเทพเจ้าที่ทั้ง 4 ทิศจะต้องปรากฏตัว แต่คราวนี้กลับไม่ปรากฏตัวเช่นกัน คล้ายกับว่าคาถาที่อาตมาท่องไม่มีผล อาตมาจึงเริ่มรู้สึกประหม่า คิดว่าพลังธรรมของอาตมาอาจหายไปจริง หรืออาตมาจะไม่สามารถใช้พลังต่างๆ ได้
เพราะปกติเวลาอาตมาถวายการบูชา จะท่องคาถาอมฤตว่า
หนาหมอ ซูลูปายา ตาทากาตายา ตาติยาทา โอม ซูลู ซูลู ปอลาซูลู ปอลาซูลู โซหะ
พอสาดน้ำอมฤตออกไป พวกเทพพวกวิญญาณจะมารับการบูชา แต่ตอนนี้กลับว่างเปล่า เหมือนกับว่าน้ำอมฤตนั้นเป็นแค่น้ำธรรมดา
อาตมาลองท่องคาถาแปลงภัตตาหารก็ไร้ผล ลองเรียนเชิญเทพองค์ไหนก็เหมือนเดิม ลองท่องน้ำมนต์มหากรุณาธารณีก็ไร้ผล เหมือนว่าพลังธรรมของอาตมาได้หมดไปจริงๆ และสุดท้ายอาตมาก็สูญเสียพลังธรรมแห่งมนตราทั้งหมดจนกลายเป็นปุถุชน
เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น อาตมาเริ่มคิดถึงอาชีพเดิมของอาตมา จึงงอนิ้วคำนวณว่าจะเกิดอะไรขึ้น
อาตมายื่นมือออกไป พลางภาวนาให้องค์อริยะเจ้าที่ผ่านไปมาในนภากาศมาช่วยชี้แนะ
แต่ปรากฏว่านิ้วของอาตมาก็ไม่สามารถคำนวณได้อย่างใจนึก
อาตมาเงยหน้ามองฟ้า ทันใดนั้นถึงได้รู้ว่าตะเกียงทอง 3 ดวงบนหัวของอาตมาได้หายไป และตะเกียงทอง 3 ดวงนี้คือการเนรมิตพลังอธิษฐานสายธรรมที่อาตมาได้รับถ่ายทอดมา
สักพักอาตมาก็นึกได้ว่า ตะเกียงทั้ง 3 ดวงนั้นคงจะถูกพญาครุฑเอาไป
ด้วยการฉวยโอกาสที่อาตมาไม่ทันระวังตัวในตอนที่กำลังต่อสู้กับมหาเทพสงเทียนเป็นแน่แท้เหมือนในสมาธิ
ที่อาตมามั่นใจว่าสาเหตุนี้คือสิ่งที่ทำให้พลังธรรมของอาตมาหายไป เป็นเพราะว่าหากพลังอธิษฐานของสายธรรมของผู้ใดที่ถ่ายทอดมาได้หายไป คาถามนตราหรือพิธีธรรมทุกอย่างก็จะไร้ผลขึ้นมาทันที
ในคัมภีร์ 'มิเจี้ยวกังจง' ได้กล่าวไว้ว่า 'คุยหยาน' เป็นอริยญาณที่ตรัสรู้เองของพระพุทธเจ้า ถ่ายทอดโดยตรงให้แก่ปุถุชนทางโลกา ฉะนั้นผู้บำเพ็ญพลังทิพย์จะเพิ่มขึ้น จนมีมหาพลังที่อจินไตย โดยจะต้องถือความสำคัญเรื่องสายธรรมจากการถ่ายทอด
ผู้มีจิตมุ่งมั่น ฝึกฝนจึงต้องเข้าไปในมหามณฑล เพื่อรับการพุทธาภิเษกจากวัชราจารย์ จึงจะได้รับการถ่ายทอดพลังสายธรรม เพราะถ้าไม่ได้รับการถ่ายทอดพลังสายธรรมแล้ว ก็จะไม่สามารถใช้คาถา มนตรา และพิธีกรรมทั้งปวงได้
นอกจากนี้พลังสายธรรมการถ่ายทอดยังเป็นหลักสำคัญ มูลฐานในการเรียนคุยหยาน เพราะพลังอธิษฐานถ่ายทอดสายธรรมนี้มาจากจักรวาลในนภา เป็นสิ่งซึ่งทำให้เกิดปัญญาในจิต และคือปัญญามูลฐานของ 'มิฟะฉวนเฉิน' หรือที่เรียกกันว่า การถ่ายทอดสายธรรมของคุยหธรรม
อาตมาคิดว่า ถ้าสามารถทวงตะเกียงทองทั้ง 3 ดวงกลับมาได้ พลังธรรมก็จะกลับคืนมา และวิธีเดียวที่อาตมาจะได้กลับคืนมานั้น คือการที่อาตมาต้องไปเจอหน้าโชกัง รินโปเช
อาตมารู้สึกว่าโชกัง รินโปเชนั้นช่างร้ายกาจจริงๆ และตามนิสัยอาตมาจะไม่ยอมแสดง 'เปิ่นจูน' (องค์เทพประจำตน) เพื่อไปทวงตะเกียง 3 ดวง
แล้วอาตมาจะทำอย่างไรดีล่ะ
โชคดีบังเกิดขึ้นกับอาตมา เพราะอาตมาคือผู้รับการถ่ายทอด คุยหธรรม อาตมาจึงล่วงรู้ความลับในความลับ ว่าถึงแม้ตะเกียง 3 ดวงจะถูกขโมยไป
แต่อาตมาก็สามารถจะจุดตะเกียงทองทั้ง 3 ดวงอีกก็ได้ เพราะแท้จริงนั้นอาตมามีตะเกียงทอง 3 ดวงแบบนับจำนวนไม่ถ้วน
ในพระสูตร 'ต้าหลุนจินกังถอหลอหนีจิง' (มหาจักรวัชรธารณีสูตร) ได้กล่าวไว้ว่า หากท่องคาถานี้ครบ 21 จบ
จะสามารถสำเร็จผลของคาถามนตราแบบรวดเร็วทั้งมุทราและมนตราทั้งปวง รวมถึงมณฑลธรรมทั้งปวง และการเข้าไปยังมหาพุทธมณฑลนั้นก็ไม่จำเป็นต้องทำมณฑลกิจกรรมใดๆ อีก
ส่วนพระสูตร 'ถอหลอหนีจี๋จิง' (รวมธารณีสูตร) กล่าวว่า หากท่องคาถานี้ครบ 37 จบ ก็จะเข้าไปยังมณฑลทั้งปวงได้ จะทำกิจการใดล้วนสำเร็จ โดยในการท่องนั้นให้มี 'มุทรากายา' และมุทราอื่นๆ
ถ้าทำมุทรามือแล้ว ท่องคาถามนตราต่างๆ ก็ยิ่งมีผลเร็วขึ้น ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยรับพุทธาภิเษกไม่ควรทำมุทรามือ แต่ถ้าท่องคาถานี้ก็เหมือนได้เข้าไปยังมณฑลเพื่อรับการพุทธาภิเษก สามารถทำมุทราได้
สำหรับคัมภีร์ 'ต้าจั้งมิเย่า' (รหัสลับมหาครรภ์) กล่าวว่า ตามที่กล่าวมาคาถามุทรามือ ต้องรับการถ่ายทอดจากอาจารย์ ถ้าไม่ได้เข้ามณฑลพุทธาภิเษกจักร แล้วทำมุทราปฏิบัติธรรม ถือว่าเป็นการขโมยธรรมะ จะทำสิ่งใดก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ถ้าท่องคาถานี้ต่อหน้าตถาคต 21 จบ ก็เหมือนการได้พบหน้าพระพุทธเจ้า เหมือนได้เข้า
พุทธมณฑลทั้งปวง หากขอบำเพ็ญธรรมใดก็จะสำเร็จ"
ด้วย เหตุนี้อาตมาจึงเชิญพระสูตร 'มหาจักรวัชรธารณี' ออกมาเพ่งจินตนาการว่า พระอาจารย์สายตรงทั้งหลายได้เนรมิตเป็นตะเกียงทอง 3 ดวง แล้วท่องคาถาว่า นาหมอ ซือเต๋อหลี่ยา ถีเหวยเก๋อหลัน ตาทาเก๋อทาหลัน
โอม เหวยลาจี๋ เหวยลาจี๋ มาฮาเจียเก๋อลา ฝาจี๋หลี่ ซาตา ซาตา ซาลาเต๋อ ซาลาเต๋อ
เต๋อลาอี เต๋อลาอี เหวยต๋ามาหนี่ ซันปันเจียหนี่ เต๋อลามาตี่ ซี่ต๋า ไปหลี่หยา
เต๋อหลัน โซหะ

พอครบ 21 จบ อาตมามองขึ้นไป ไม่เพียงมีตะเกียงทองทั้ง 3 ดวง บนหัวอาตมากลับปรากฏจำนวนตะเกียงทองที่ร้อยเรียงเป็นสายมากมาย จนกลายเป็นสร้อยวัชระ
เมื่อพลังธรรมของอาตมากลับมา อาตมาจึงเปล่งพลังมหาศาลมายังศีรษะของอาตมาที่มีตะเกียงเป็นพันดวง จนดูเหมือนดอกบัวเป็นกลุ่มๆ
พลังธรรมทั้งหลายของอาตมาที่หายไปล้วนสมบูรณ์
ส่วนทางฝ่ายโชกัง รินโปเชก็เกิดเรื่องแปลกขึ้นกับตัวเขา เมื่อพญาครุฑที่เขาสั่งให้คาบตะเกียงทองทั้ง 3 ดวงของอาตมานั้นได้หายไป
พอโชกัง รินโปเชเชิญมหาเทพสงเทียน ก็ปรากฏว่ามหาเทพสงเทียนไม่มาตามที่เชิญ
โชกัง รินโปเชจึงโมโหมากจนเป็นไข้หนักถึง 3 ครั้ง สุดท้ายกลายเป็นเพียงคนธรรมดาไปในที่สุด
ต่อมาอาตมาก็ได้ยินเสียงลือที่เล่ากันต่อๆ มาว่า โชกัง รินโปเชได้พูดกับคนอื่นว่า ตัวเขานั้นสู้พลังกับคุรุมนตราคนไหนก็ได้ แต่กลับไม่สามารถสู้อาตมาได้ เพราะพลังธรรมของอาตมาเหนือความนึกคิด ถึงขนาดที่ว่าแม้ตะเกียงทั้ง 3 ดวงหายไป ก็กลับปรากฏตะเกียงพันดวงออกมาแทน

อาตมาอยากจะบอกมา ณ ตรงนี้ว่า แท้จริงแล้วนั้นอาตมาไม่ได้ทำอะไรต่อโชกัง รินโปเชเลยจริงๆ ไม่มีเลยจริงๆ...

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช