
เนื้อหาบางส่วนจากวรรณกรรม "พลังศักดิ์สิทธิ์ของมนตรา"
ศากยมุนีตถาคตทรงตรัสแบบนี้
พ่อค้าคนหนึ่งชื่อ 'กู้ฉวน' ป่วยเป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
พยายามหาหมอเพื่อรักษาหลายแห่งก็ดูไม่มีวี่แววว่าอาการจะดีขึ้น แถมโรคมะเร็งยังกำเริบหนักขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หมอจีนหมอฝรั่งต่างก็จนปัญญากันหมด ขนาดต้องจ่ายเงินซื้อตำรายาลึกลับมารักษาเป็นจำนวนมากก็ยังไม่ช่วยให้ดีขึ้น
เมื่อกู้ฉวนป่วยมากเข้าจนใจไม่ดี เขาจึงไปขอพรจากเทพเจ้าในร่างของม้าทรงที่ศาลเจ้า
"ถ้าโรคมะเร็งหาย ผมสาบานว่าจะสร้างศาลเจ้าและเป็นคนดูแลศาลเจ้าตลอดชีวิต"
เทพที่มาสถิตอยู่ในร่างของคนทรงเจ้าก็ตอบว่า
"หายสิ ทำไมจะไม่หาย"
ได้ยินแบบนี้กู้ฉวนจึงถามต่อว่า
"แล้วมีเทพเจ้าองค์ไหนรักษามะเร็งได้บ้างครับ"
"พระพุทธเจ้าศากยมุนี"
"แล้วผมจะไปหาพระพุทธเจ้าศากยมุนีได้ที่ไหน ไม่ทราบว่าท่านอยู่ที่ไหนครับ"
"ที่วัด"
ตลอดชีวิตที่ผ่านมากู้ฉวนนั้นไม่เคยเข้าวัดเลย
พอกู้ฉวนไปถึงวัดก็ถามพระธรรมาจารย์ว่า พระพุทธเจ้าศากยมุนี อยู่ที่ไหน พระธรรมาจารย์ก็บอกเขาว่า พระพุทธเจ้าศากยมุนีอยู่ที่ 'ต้าสงเป่าเตี้ยน' (อุโบสถรัตนบัลลังก์มหาบุรุษ)
พอกู้ฉวนไปถึงตรงกลางองค์พระประธานที่นั่งอยู่ซึ่งเป็นรูปปฏิมา
สีทองซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าศากยมุนี เขาก็ยกมือไหว้และตั้งปณิธาน แต่เขาก็รู้สึกว่าพระพุทธเจ้าศากยมุนีไม่ได้รักษาโรคให้เขา กู้ฉวนจึงร้อนใจ แล้วกลับไปถามพระธรรมาจารย์ว่า
"พระพุทธเจ้าศากยมุนีรักษาโรคได้ไหมครับ"
"ถ้าจิตศรัทธาก็รักษาได้"
กู้ฉวนก็ถามอีกว่า
"ผมจะไปพบพระพุทธเจ้าศากยมุนีได้อย่างไร"
พระธรรมาจารย์ก็ตอบเป็นโศลกว่า
พระอยู่หลิงซานอย่าไปหาที่ไกล
หลิงซานก็อยู่ที่ขั้วหัวใจของท่าน (หลิงซาน แปลว่าทิพยคีรี) "ขั้วหัวใจหรือครับ" กู้ฉวนยังคงไม่เข้าใจ เมื่อพระธรรมาจารย์รูปนี้ถูกถามจนเริ่มทนไม่ไหว ก็บอกกู้ฉวนว่า "ถ้าอย่างนั้นท่านไปหาท่านอาจารย์เหลียนเซินเถอะ" "ทำไมต้องไปหาท่านอาจารย์เหลียนเซินล่ะ" "เพราะว่าท่านอาจารย์เหลียนเซินดื่มกาแฟกับพระพุทธเจ้า ศากยมุนีบ่อยๆ น่ะสิ"
การที่พระธรรมาจารย์บอกแบบนี้กับกู้ฉวนนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะพระธรรมาจารย์เคยอ่านหนังสือของอาตมา ซึ่งอาตมาเคยเขียนไว้ว่าอาตมาได้ดื่มกาแฟกับพระพุทธเจ้าศากยมุนีที่ร้านกาแฟ น่าชมเชยพระธรรมาจารย์เป็นอย่างมากที่เขายังจำได้ และพอได้ยินแบบนี้ นายกู้ฉวนก็ดีใจมาก "ถ้าอย่างนั้นผมก็จะไปดื่มกาแฟกับพระพุทธเจ้าศากยมุนีบ้าง" พระธรรมาจารย์จึงไล่กู้ฉวนให้มาหาอาตมาทันที "รีบไป รีบไปเถอะ ไปขอให้ท่านอาจารย์เหลียนเซินแนะนำให้" แล้วกู้ฉวนก็มาหาอาตมาจริงๆ
อาตมา จึงเล่าให้กู้ฉวนฟังว่าพระพุทธเจ้าศากยมุนีเดิมทีเป็นราชโอรสของพระเจ้าสุ ทโธทนะและพระมายาเทวี ชื่อเดิมคือเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติ ณ สวนลุมพินี ตอนอายุยังเยาว์วัย เห็นสภาพต่างๆ ของสังคมมนุษย์ ความทุกข์ของชาวนาที่ลำบาก เห็นสัตว์ต่อสู้และกลืนกินซึ่งกันและกัน ด้วยสาเหตุนี้จึงรู้สึกเบื่อหน่ายการต่อสู้ของสังคมมนุษย์...
ตอนออกไปเที่ยวชมเมือง ณ ประตูเมือง 4 ทิศ เห็นการเกิด การแก่ตัว การป่วยไข้ และการตาย ฉะนั้นพระพุทธเจ้าศากยมุนีจึงปลีกตัวออกจากโลกสังคม และออกบวช บำเพ็ญทุกขกิริยา 6 ปี ต่อมารู้ว่าการทำทุกขเวทนาไม่หลุดพ้น จึงเปลี่ยนความคิด ลงไปอาบน้ำในแม่น้ำและรับการถวายข้าวมธุปายาศจากสาวชาวบ้าน
สุดท้ายนั่งสมาธิตรึกตรองอยู่ใต้ต้นโพธิ์เพ่งพิจารณา 'อริยสัจสี่' และ 'ปฏิจสมุปบาท 12 เหตุปัจจัย' ก็บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ สำเร็จเป็นพระโลกนาถ เป็นคุรุแห่งมนุษย์และเทวดา
หลังจากนั้นเป็นเวลา 40 กว่าปี จึงออกท่องเที่ยวไปทั่ว เพื่อ สั่งสอนและโปรดกู้สรรพสัตว์ทั้งหลาย
ในพ.ศ. 487 ได้ปรินิพพานใต้ต้นสาละคู่ เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย กู้ฉวนฟังแล้วก็บอกอาตมาว่า
"ผมไปถามเทพที่ศาลเจ้ามา ท่านบอกว่าถ้าจะรักษาโรคมะเร็งให้หายได้ ให้ไปหาพระพุทธเจ้าศากยมุนี ตอนนี้พอผมได้รู้ถึงชีวประวัติของพระพุทธเจ้าศากยมุนีแล้ว ผมคิดว่าโรคนี้คงรักษาไม่หายแน่ๆ เพราะขนาดพระพุทธเจ้าศากยมุนียังหลีกหนีความตายไม่ได้เลย"
อาตมาบอกกู้ฉวนว่า มันก็ไม่แน่เสมอไป "หรือว่าท่านอาจารย์มีตำรับยาสูตรลับหรือครับ"
"ก็ ไม่ใช่สูตรลับของอาตมา แต่การต่อสู้กับโรคมะเร็งต้องอาศัยกำลังใจ มีผู้ป่วยโรคมะเร็งหลายคนที่มีชีวิตอยู่ต่อได้อีกหลายปีเพราะมีกำลังใจที่ดี อาตมาคิดว่าท่านควรนับถือพระพุทธเจ้าศากยมุนี เรียนรู้พุทธธรรม ก็จะพบทางหลุดพ้น"
"นี่คือวิธีรักษาโรคของพระพุทธเจ้าศากยมุนีหรือครับ"
"ถูกต้องแล้ว"
กู้ฉวนแปลกใจมาก "ขอโทษนะครับ ในเมื่อพระพุทธเจ้าศากยมุนีปรินิพพานไป 2,500 กว่าปีแล้ว แบบนี้จะมาดื่มกาแฟกับท่านอาจารย์ได้อย่างไรครับ"
"แล้วท่านเชื่อหรือไม่ล่ะ"
"เชื่อครับ"
"เอาล่ะ ในเมื่อท่านเชื่อ อาตมาก็จะอธิบายให้ฟัง ว่าที่จริงแล้วหลักการนั้นง่ายมาก เพราะถึงแม้ว่าพระพุทธเจ้าศากยมุนีจะปรินิพพานไปแล้ว แต่แสงทิพย์ยังคงแผ่เต็มทั่วไป เหมือนเช่นองค์พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิม ซึ่งถ้ามีการภาวนาขอร้องพันแห่ง ก็จะไปปรากฏตัวพันแห่ง แต่พระพุทธเจ้าศากยมุนีนั้นมีฐานะสูงกว่าองค์พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิม จึงยิ่งสามารถทำได้มากกว่าพันแห่ง เรียกว่าขอมาพันแห่งก็ไปได้พันแห่ง ขอหมื่นแห่งก็ไปได้หมื่นแห่ง และตัวอาตมาเองก็บำเพ็ญจนได้แสงทิพย์ อาตมาจึงอาศัยแสงทิพย์ของตนไปขอพบแสงทิพย์ของพระพุทธเจ้าศากยมุนี เพื่อขออนุญาตดื่มกาแฟด้วยกัน การทำแบบนี้เรียกว่าใช้จิตทิพย์พบจิตทิพย์ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดามาก" อาตมาอธิบายต่อว่า "และไม่เพียงเท่านี้หรอกนะ เพราะเมื่อหลังจากที่ทุกคนเสียชีวิตไปแล้ว แม้กายเนื้อจะหมดไป แต่กายทิพย์ (หรือวิญญาณ) ยังคงอยู่ เมื่ออีกคนตายไป วิญญาณทิพย์ทั้งสองก็สามารถพบหน้ากันได้ ที่จริงการเกิดการตายนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน สำหรับการเกิดของโลกมนุษย์นั้นเรียกว่า 'หยังเจียน' ส่วนโลกของความตายคือ 'ยินเจียน' สองโลกนี้เป็นขั้วบวกขั้วลบกัน"
"อย่างตัวอาตมาเองนั้นสามารถบำเพ็ญตนจนถอดวิญญาณออกจากร่างได้ ขอเพียงจิตนิ่ง นั่งขัดสมาธิ ใช้ลมปราณ นทิ ปินทุ แสงสว่างก็จะนำวิญญาณของตัวเองออกไปจากกายเนื้อ สามารถเข้าไปในธรรมภูมิ เพื่อขอพบพระพุทธเจ้าศากยมุนีได้"
กู้ฉวนฟังแล้วเหมือนจะไม่เข้าใจ จึงถามอาตมาต่อว่า "ในเมื่อท่านอาจารย์สามารถไปพบพระพุทธเจ้าศากยมุนีได้ ขอโปรดช่วยถามท่านว่ามีวิธีรักษาโรคมะเร็งอย่างไรบ้างได้ไหมครับ"
"โอ้! การที่อาตมาจะไปขอพบพระพุทธเจ้าศากยมุนีก็ต้องมีเหตุปัจจัย เป็นไปตามธรรมชาตินะ"
"ขอท่านจงเมตตาช่วยผมด้วยเถอะครับ"
"ได้"
อาตมาพยักหน้า "แต่ตัวท่านก็ต้องฟังอาตมา ต้องสักการะบูชาพระพุทธเจ้าศากยมุนี ท่องสวดพระสูตรชุดหนึ่ง และท่องนะโมมูลฐานคุรุศากยมุนีพุทธเจ้า แบบตั้งใจอย่างสม่ำเสมอ ได้ไหม"
"ได้ครับ"
ในการสักการะบูชาพระรูปของ พระพุทธเจ้าศากยมุนีนั้น กู้ฉวนได้ทำอย่างตั้งใจและมีจิตศรัทธาเต็มที่ อาตมาจึงสอนให้เขาท่อง พระสูตร 'เกาอ๋องกวนซื่ออิมเจินจิง' และท่องพระนามของพระพุทธเจ้าศากยมุนี กู้ฉวนเชื่อว่าอักษรจีน 10 คำที่เป็นคำสวดในพระสูตรนั้นสามารถสยบความทุกข์ของการเกิดการตาย ช่วยชำระการทำร้ายของพิษภัยได้ทั้งปวง และเป็นเพราะกู้ฉวนนั้นเป็นโรคร้าย เขาจึงสักการะบูชาพระพุทธเจ้าศากยมุนีด้วยจิตที่ศรัทธาเป็นพิเศษ การสวดพระสูตรและท่องคาถาจึงดูใส่ใจกว่าคนทั่วไป นั่นคือ...
การสวดพระสูตรต้องสวดให้ครบถ้วน สวดจนครบถ้วนพร้อมจิตเป็นหนึ่งเดียว คลื่นลมในทะเลทุกข์นั้นจะสงบเงียบ เรือเล็กลอยไปสงบมั่นคงในเมืองพุทธ
••••••••••••••••••••
แล้วค่ำคืนหนึ่ง อาตมาก็ฝันเรื่องแปลกๆ อาตมารู้สึกว่าตัวเองเดินทางอยู่คนเดียวบนเส้นทางเล็กๆ และกำลังเดินไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนร้องไห้ แล้วมีกลุ่มคนทั้งชาย หญิง คนแก่และเด็กเล็กๆ ประมาณร้อยคนวิ่งมาหาอาตมา คล้ายกับเหมือนกำลังหนีภัยอะไรบางอย่างมา อาตมาจึงถามว่า "มีเรื่องอะไรหรือ"
"มีพวกโจรบุกเข้ามาที่หมู่บ้าน พวกเราจึงต้องหนีครับ"
"ใครคือหัวหน้าโจร"
"กู้ฉวน"
เมื่ออาตมาตื่นจากฝัน ก็รู้ทันทีว่าสาเหตุเวรกรรมในชาติก่อนนั้น ได้ทำให้กู้ฉวนต้องเป็นโรคมะเร็ง และกู้ฉวนคงฆ่าคนมากเกินไป ลมปราณแห่งการโกรธแค้นจึงรวมตัวมาเป็นเหตุของการเป็นโรคมะเร็งในชาตินี้ กรรมาวรณะของกู้ฉวนหนักหนาสาหัส เมื่ออาตมาเห็นแล้วก็รู้ดีว่าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะช่วยเขา อาตมาจึงรู้สึกปวดร้าวในใจ โศกเศร้า และตอนที่กำลังรู้สึกเศร้าใจอยู่นั้น ก็มีเสียงมาจากนภากาศว่า "เหลียนเซินท่านเป็นทุกข์อะไรหรือ"
อาตมาตอบว่า "เพราะเรื่องของกู้ฉวน"
พออาตมาเงยหน้ามองที่ฟ้าก็ปรากฏร่างขององค์พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิม ในพระหัตถ์ถือคนโทและกิ่งหลิว แล้วองค์พระโพธิสัตว์ กวนซื่ออิมก็เทคนโทออกมา "เหลียนเซิน ท่านดูนี่สิ"
ในคนโทมีแสงสีขาว แสงนั้นวิเศษอลังการ มีผลบุญกุศลครบสมบูรณ์ มีมัญชุเสมอภาค และยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขตแบบอจินไตย จะใหญ่จะเล็กก็ตามลมที่พัดมา ในแสงสีขาวนั้น มีผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่ เด็กหนุ่ม และเครือญาติของพวกเขามากมาย อาตมาเห็นแล้วก็แปลกใจมาก องค์พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมก็ตรัสว่า "พวกนี้เป็นดวงวิญญาณที่ถูกฆ่าโดยกู้ฉวน เราได้รับดวงวิญญาณพวกนี้มาหมดแล้ว พวกเขาจะได้ไปจุติในดอกบัวของอมิตาพุทธ ซึ่งเป็นภพภูมิเดียวกัน" ได้ยินแบบนี้อาตมาก็รู้สึกดีใจมาก "พวกที่ถูกกู้ฉวนฆ่าตาย ล้วนถูกท่านโปรดไปหมดแล้วหรือ"
"ถูกต้อง" องค์พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมตรัสอีกว่า "ตอนที่เราอยู่ในวัดต้าเหลยอินซื่อ (วัดมหาฟ้าคำราม) พระพุทธเจ้าศากยมุนีได้สั่งไว้ว่าถ้าพบท่านให้ถ่ายทอดคาถาบทหนึ่งให้ เพื่อให้ท่านถ่ายทอดให้กู้ฉวน คาถานี้จะช่วยชำระเวรกรรมของกู้ฉวนให้สะอาด มีกายใจที่สงบสุข แล้วโรคมะเร็งก็จะหายไป"
"คาถาอะไรหรือ"
องค์พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมจึงตรัสคาถาดังนี้ ตันจิทา เอ๋อลันตี เอ๋อลันหมี่ ซื่อลี่ปิ ซื่อหลี่ซื่อหลี่ มอเจสื้อจื่อ ซันปาลาตู โซหะ เมื่ออาตมาท่องจำคาถานี้ได้ จึงพนมมือน้อมส่งองค์พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิม แล้วพระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมก็ทรงเหยียบเมฆมงคล ลอยหายขึ้นบนท้องฟ้า
••••••••••••••••••••
อาตมานำคาถาบทนี้มาถ่ายทอดให้แก่กู้ฉวน กู้ฉวนก็ท่องคาถาบทนี้ทั้งวันคืน แบบวิริยะอุตสาหะยิ่งนัก พอ 2 เดือนต่อมากู้ฉวนไปตรวจที่โรงพยาบาล ก็พบว่ามะเร็งในกระเพาะได้หายไปอย่างน่ามหัศจรรย์ ตรวจเชื้อโรคมะเร็งก็พบว่าเป็นศูนย์ กู้ฉวนจึงกลับมาเป็นคนปกติดีอีกครั้ง กู้ฉวนหัวเราะเสียงดังด้วยความดีอกดีใจ อาตมาก็แสดงความยินดีด้วย ดั่งโศลกบทหนึ่งที่ว่า คาถาศักดิ์สิทธิ์บทเดียวไม่ฟุ้งซ่าน ทุกเสียงไหลออกจากจิตแห่งตัวตน ก็ชำระให้สะอาดบริสุทธิ์จากจุดนี้ เนื้องอกมะเร็งไร้รากจึงหายไป ต่อมาอาตมาได้อ่านพระไตรปิฎก ก็ไปอ่านพบว่าพระพุทธเจ้าศากยมุนีทรงตรัสวิธีรักษาโรคริดสีดวงสูตร เหมือนกับคาถาที่องค์พระโพธิสัตว์กวนซื่ออิมได้ตรัสอาตมามาไม่มีผิด อาตมารู้สึกแปลกใจและคิดว่าโรคต่างๆ ในสมัยโบราณที่เรียกว่า 'ริดสีดวง' นั้น อาจไม่ได้หมายถึง 'ริดสีดวงทวารหนัก' แต่เพียงอย่างเดียว อาจหมายถึง 'ริดสีดวงมะเร็ง' อีกด้วย
พระสูตรดังกล่าวที่อาตมาได้คัดมาให้อ่านดังต่อไปนี้
ตามที่ข้าพระพุทธเจ้าศากยมุนีสดับมาว่ากาลครั้งหนึ่ง ภควันทรงประทับ ณ สวนไผ่เวฬุวันในเมืองราชคฤห์ พร้อมด้วยมหาพระภิกขุ 500 รูป กาลนั้น มีพระภิกขุหลายรูปเป็นโรคริดสีดวง ร่างกายซูบผอม ติดบ่วงความทุกข์ของการเจ็บไข้ กลุ้มใจกังวลทั้งวันคืน กาลนั้นแล พระอนันทะผู้อาวุโส เห็นเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงไปหาที่ประทับของพระโลกนาถ กราบเท้าวันทนาการแล้วยืนอยู่ข้างๆ ทูลพระพุทธเจ้าศากยมุนีว่าข้าแต่พระโลกนาถ บัดนี้ในเมืองราชคฤห์ มีพระภิกขุหลายรูปเป็นโรคริดสีดวง ร่างกายซูบผอม ติดบ่วงความทุกข์ของการเจ็บไข้ กลุ้มใจกังวลทั้งวันคืน ข้าแต่พระโลกนาถ อันโรคภัยนี้จะรักษาอย่างไรครับ ในกาลนั้น พระพุทธเจ้าศากยมุนีทรงตรัสแก่พระอนันทะว่า ท่านจงฟังวิธีรักษาโรคริดสีดวงสูตรนี้ อ่านท่องจดจำใส่ใจอย่าให้ลืม และเผยแพร่ต่อคนอื่นๆ อย่างกว้างขวาง โรคริดสีดวงเหล่านี้จะได้หายไป เช่นว่า ริดสีดวงลม ริดสีดวงร้อน ริดสีดวงเย็น ริดสีดวงสามรวมหนึ่ง ริดสีดวงในเลือด ริดสีดวงในท้อง ริดสีดวงในจมูก ริดสีดวงฟัน (เหงือก) ริดสีดวงลิ้น ริดสีดวงตา ริดสีดวงหู ริดสีดวงบนหัว ริดสีดวงมือและเท้า ริดสีดวงสันหลัง ริดสีดวงทวารหนัก ริดสีดวงข้อต่อทั่วร่างกาย โรคริดสีดวงเหล่านี้ ล้วนเหือดแห้งหลุดไปและสูญหาย จนสุขภาพกลับมาดีแน่นอน สิ่งเหล่านี้ล้วนควรท่องจดจำคาถาศักดิ์สิทธิ์ว่า ตันจิทา เอ๋อลันตี เอ๋อลันหมี่ ซื่อลี่ปิ ซื่อหลี่ซื่อหลี่ มอเจสื้อจื่อ ซันปาลาตู โซหะ อนันทะ ทิศเหนือจากนี่มีภูเขาน้ำแข็งใหญ่ ในนั้นมีต้นมหาพาละ ชื่อว่าอยุทธะ มีดอกไม้ 3 ชนิด หนึ่งคือ ดอกไม้ผลิใหม่ สองคือ ดอกไม้บานสมบูรณ์ สามคือดอกไม้แห้งแล้ว ดังเช่นดอกไม้เหล่านั้น แห้งแล้วจะหลุดลงมา เหล่าภิกขุของอาตมาที่เป็นโรคริดสีดวงก็เช่นกัน จะไม่มีเลือดไหลออกมาอีก และไม่มีน้ำหนองไหลออกมา หลุดพ้นจากโรคภัย คืนสู่สุขภาพดี แผลจะแห้งไป และถ้าท่องสวดพระสูตรนี้บ่อยๆ เป็นประจำ จะได้บรรลุการระลึกชาติ มีญาณที่จะรู้ถึงเรื่องต่างๆ ใน 7 ชาติของอดีต มนตราธรรมสำเร็จ โซหะ และทรงกล่าวอีกคาถาว่า ตันจือทา จานหมี่จานหมี่ เส่อจานหมี่ เส่อม่อนี เส่อจานนี โซหะ และเมื่อพระพุทธเจ้าศากยมุนีตรัสพระสูตรจบ กาลนั้นพระอนันทะผู้อาวุโส และปวงพุทธบริษัททั้งหลายล้วนปิติยินดี น้อมรับด้วยความเลื่อมใสและปฏิบัติตาม
••••••••••••••••••••
โดยส่วนตัวอาตมารู้สึกว่า ความทุกข์ทั้งปวงของโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็น 'ความทุกข์จากป่วยไข้' นั้นเป็นสิ่งที่สาหัสที่สุด ในพระสูตรยังกล่าวไว้ว่า 4 มหาภูตแห่งดิน น้ำ ลม ไฟ มีโรครวม 404 โรค โรคทุกชนิดล้วนเจ็บทุกข์เหลือทน โดยเฉพาะ 'โรคมะเร็ง' ซึ่งปัจจุบันยังเป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่พระพุทธเจ้าศากยมุนีสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ โดยคาถาบทดังกล่าวมีดังนี้ ตันจิทา เอ๋อลันตี เอ๋อลันหมี่ ซื่อลี่ปิ ซื่อหลี่ซื่อหลี่ มอเจสื้อจื่อ ซันปาลาตู โซหะ คาถาชุดนี้เป็นคาถาที่มีคนรู้จักน้อย ไม่ค่อยพบเห็นง่ายนัก เพราะจะบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกฉบับภาษาจีน (อยู่ใน 'จงหัวต้าจั่นจิง' ชุดที่ 1 หมวดที่ 5 หน้า 16,868) คาถานี้ช่วยคนมาแล้วมากมาย เช่น ผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อ 'เหอฉ่าย' เหอฉ่ายได้มาคุกเข่าที่หน้าบ้านของอาตมา พออาตมาจะพยุงเขาลุกขึ้นมา เขาก็ไม่ยอมลุกท่าเดียว ถ้าจะลุกอาตมาต้องรับปากว่าจะช่วย เขาจึงยอมลุกขึ้น สุดท้ายเมื่ออาตมาพยักหน้า เขาจึงลุกขึ้นมา อาตมาก็ถามเขาว่า "ท่านมีเรื่องอะไรหรือ"
"ผมเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้ายครับ"
"โรคมะเร็งอะไรล่ะ"
"โรค มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ใต้รักแร้" เหอฉ่ายดึงแขนเสื้อออกมาให้ดู อาตมาเห็นแล้วตกใจ เพราะผิวหนังเป็นแผลจุดๆ และเชื้อโรคมะเร็งกำเริบมาก จนกระจายไปถึงกระดูกและที่อื่นๆ ของร่างกายแล้ว อาตมาสั่นหัว รู้ว่าเขาไม่มีทางรอดแล้ว "คุณหมอว่าอย่างไรบ้าง"
เหอฉ่ายตอบว่า "ภายในครึ่งปี"
อาตมาบอกเหอฉ่ายว่า อาตมาจะพยายามช่วยเธอ แต่พลังมีจำกัด เธอต้องภาวนาต่อพระพุทธเจ้าศากยมุนีเองนะ อาตมาจึงถ่ายทอดคาถารักษาโรคมะเร็งของพระพุทธเจ้าศากยมุนี ให้เขาเหมือนที่เคยให้กู้ฉวน และสอนเขาอีกว่า หลังจากท่องคาถาแล้วให้เพิ่มคำภาวนาว่า "ผมชื่อเหอฉ่าย ขอถวายตัวเป็นลูกศิษย์ ตอนนี้ผมมีโรคมะเร็งเป็นทุกข์ ขอให้พระพุทธเจ้าศากยมุนี ทรงอธิษฐานคุ้มครอง ขอจงเมตตากรุณาคุ้มครอง ขอให้โรคมะเร็งหายไป ต่ออายุให้ยาวนานเถิด"
นะโมมูลฐานคุรุ ศากยมุนีพุทธเจ้า นะโมพระพุทธเจ้าศากยมุนีทั้งสิบทิศ นะโมพระธรรมทั้งสิบทิศ นะโมพระสงฆ์ทั้งสิบทิศ"
เหอฉ่ายกลับไปที่บ้าน ทำตามที่อาตมาสอน วันหนึ่งเมื่อปฏิบัติไปได้ประมาณ 21 วัน เหอฉ่ายก็สะลึมสะลือคล้ายว่าตัวเองนั้นกึ่งหลับกึ่งตื่น และเห็นพระพุทธเจ้าศากยมุนีมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า พร้อมกับตรัสว่า "เหอฉ่าย โรคของท่านนั้นช่วยไม่ได้แล้ว ไปกับเราเถิด"
"ไม่ครับ ผมยังอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป" "ทางโลกมนุษย์เป็นทุกข์ และเป็นเหมือนบ้านถูกไฟไหม้ ตามเราไปดีกว่า"
"ไม่ครับ ผมยังมีกิจที่ต้องทำต่อ ผมขอมีชีวิตอยู่เถอะครับ"
"กิจของท่านต้องใช้เวลาเท่าใดล่ะ"
"5 ปีครับ"
พระพุทธเจ้าศากยมุนีตรัสว่า "ได้ 5 ปี ก็ 5 ปี แต่ท่านยังต้องท่องคาถาต่อไปนะ"
พูดแล้วก็แปลกดี พอเขาฝันแบบนี้แล้ว โรคมะเร็งก็คล้ายว่าจะลดลง ร่างกายและจิตใจก็แข็งแรงเหมือนคนทั่วไป แต่ว่าโรคมะเร็งนั้นไม่ได้หายขาด เพียงแต่ทรงตัวอยู่อย่างนั้น และแล้วเหอฉ่ายก็มีชีวิตต่ออีก 5 ปี จริงๆ พอครบ 5 ปี เชื้อมะเร็งก็ยังคงแผ่ไปทั่วร่างกายของเหอฉ่าย โรคมะเร็งของเหอฉ่ายไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ทำได้เพียงระงับไว้ เมื่อเขาได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการตามที่เคยได้ให้ไว้กับพระพุทธเจ้า ศากยมุนี เหอฉ่ายก็จากไป เกี่ยวกับเรื่องของเหอฉ่าย อาตมาคิดว่าไม่ได้เป็นเพราะคาถาไม่ได้ผล แต่อายุขัยของเขานั้นหมดแล้วต่างหาก พระพุทธเจ้าศากยมุนีหรือมหาเซียนองค์ไหนก็ช่วยไม่ได้ และถ้าช่วยได้โลกนี้ก็คงไม่มี คนตายแล้ว ส่วนคาถารักษาโรคมะเร็งที่เล่ามานั้น ก็สามารถช่วยต่ออายุได้ ก็นับเป็นเรื่องที่อาตมาเองก็คิดไม่ถึง แต่ในทางกลับกันอาตมาคิดว่า การท่องคาถานี้สามารถไปจุติยังพุทธเกษตร มิฉะนั้นพระพุทธเจ้าศากยมุนีก็คงจะไม่มาปรากฏตัว เพื่อมารับเหอฉ่ายไปจุติหรอก…

















