เนื้อหาบางส่วนจากวรรณกรรม "พลังศักดิ์สิทธิ์ของมนตรา"

คาถาอุษณียวิชยธารณี

ชายคนหนึ่งชื่อว่า 'จ้าวฮุย' มาหาอาตมาเพื่อถามเรื่องดวงชะตา พอได้พบกับเขา อาตมาก็รู้สึกได้ว่าบนหัวของจ้าวฮุยคนนี้ มีลมพัดมาเป็นควันดำ และมีภูตผี 2 ตนตามเขามาด้วย แต่ภูตผีทั้ง 2 ตนนั้นก็ถูกเทพเฝ้าประตูห้ามไว้ไม่ให้เข้ามาในบ้าน
ภูตผี 2 ตนนั้นก็เอะอะโวยวายอยู่นอกบ้าน…แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
เมื่อจ้าวฮุยมานั่งตรงหน้าอาตมา อาตมามองไปที่สีหน้าเขา เห็นเป็นสีเทาๆ มีกลิ่นอายของดวงชะตาไม่ดีอย่างต่อเนื่อง ลองเพ่งดูด้วยตาทิพย์ก็ต้องอุทานอยู่ในใจ เพราะบุคคลคนนี้ตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้แต่กรรมของ 3 ชาติที่ผ่านมานั้นถือว่าไม่มีความดีแม้แต่น้อยปรากฏอยู่เลย
แล้วจ้าวฮุยก็ถามอาตมาว่า "ดวงกูเป็นอย่างไรบ้าง"
"ถ้าพูดแบบตรงไปตรงมา ดวงชะตาของท่านนั้นอาตมา ไม่กล้าบอก"
"ขอให้พูดตรงๆ เถอะ ไม่เป็นไรหรอก"
อาตมาบอกว่า "พ่อแม่ท่านตายตอนที่ท่านอายุยังน้อย แล้วมีญาติมารับท่านไปเลี้ยงใช่ไหม"
"เออ…แม่นมาก"
"ตอนอายุน้อยท่านลำบากมาก ไม่ได้เรียนหนังสือ ต้องทำงานช่วยแบ่งเบาภาระ และมีเรื่องทะเลาะชกต่อยจนต้องเข้าสถานพินิจ"
"เออ...ถูกอีก"
"พอเป็นหนุ่มกลายเป็นหัวขโมย เคยติดคุก 2 ครั้ง"
"แม้เรื่องนี้มึงก็ยังรู้อีกหรือ"
"ส่วนตอนนี้ท่านไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน ใครเห็นใครก็รังเกียจ"
"เออ"
"นี่ท่านยังอยู่กับแก๊งอันธพาลหรือ" อาตมาถาม
จ้าวฮุยพยักหน้า
พอ พูดมาถึงตอนนี้ อาตมาก็ไม่พูดต่อ เพราะอาตมารู้ว่า คนแบบจ้าวฮุย ถ้าใช้ศัพท์สมัยใหม่ก็ต้องเรียกว่า 'เศษมนุษย์' หรือ 'เดนมนุษย์' เพราะเขาไม่เคยทำเรื่องที่มีประโยชน์สักเรื่อง ดั่งว่าทั้งชีวิตของเขาเหมือนอยู่ไปวันๆ มีชีวิตเหลวแหลก กิน ดื่ม เล่นการพนัน เที่ยวโสเภณี เสพยา ขโมย ชิงของ ขู่เข็ญ หลอกลวง จ้าวฮุยถามอาตมาต่อว่า
"แล้วเมื่อไรกูจะรวยวะ"
อาตมายิ้มขมขื่นในใจว่า
"ต้องรอคอย"
"คอยถึงวันไหน"
"อาตมาไม่รู้"
จ้าวฮุยได้ยินแบบนี้ก็รู้สึกโกรธ
"ได้ ยินว่า มึงมีชื่อเสียงเป็นหนึ่งในทางเทพทำนาย ไม่มีอะไรที่มึงไม่รู้ พอมาทำนายดวงของกู มึงจะบอกว่าไม่รู้ได้ไงวะ ระวังนะ กูจะถามว่า มึงกินข้าวอิ่มหรือยัง" "ขอโทษจริงๆ ดวงชะตาของท่านคำนวณยาก"
"ถึงกูจะ เลวอย่างไรก็ต้องมีดวง รีบคำนวณให้กูดูเดี๋ยวนี้ อย่าทำให้กูโมโห ไม่เช่นนั้นกูนี่แหละจะทำให้มึงหายไปจากโลกใบนี้เสีย" อาตมาเลยบอกจ้าวฮุยว่า
"จ้าวฮุย ถ้าอาตมาช่วยท่าน แล้วท่านจะเชื่อฟังไหม"
"เออ…กูเชื่อ ถึงกูจะเป็นนักเลง แต่กูก็รู้บุญรู้แค้น"
อาตมาเลยบอกต่อว่า
"ถ้าอย่างนั้นอาตมาจะช่วยแก้ดวงชะตาให้ โดยหลักแล้วตอนนี้ท่านมีดวงที่เป็นสีเทา ตลอดชาติจะไม่มีวันเจริญ ต้องแก้ดวงจึงจะเจริญรุ่งเรืองได้" "มึงก็พูดอะไรเยิ่นเย้ออยู่ได้ รีบบอกมาสิว่ากูต้องทำยังไง"
"ตอนนี้ท่านมีภูตผี 2 ตนติดตามมา ถ้าภูตผี 2 ตนนี้ไม่ออกไปเสีย ท่านก็ไม่มีวันเจริญหรอก แล้วภูตผี 2 ตนนี้ตามท่านมาได้อย่างไร"
"ภูตผี 2 ตนหรือ" จ้าวฮุยทำหน้างงๆ
"ท่านเคยฆ่าคนหรือเปล่า" อาตมาถาม
"ก็ไม่เคย กูเคยแต่ขู่ว่าจะฆ่าเท่านั้น แต่เอาเข้าจริงก็แค่ทำร้ายร่างกาย ไม่ได้ทำให้ถึงตาย"
"ท่านลองคิดให้ดีสิ ถ้าไม่เคยฆ่าคน แล้วภูตผี 2 ตนนี้จะมาจากไหน หรือท่านเคยไปล่วงเกินวิญญาณมาหรือเปล่า"
จ้าวฮุยนิ่งคิด สักพักก็บอกว่า
"นึกออกแล้ว ครั้งหนึ่งกูเคยไปขุดหลุมฝังศพ 2 ครั้งเพื่อขโมยของในสุสาน แบบนี้ถือเป็นการล่วงเกินวิญญาณหรือเปล่าวะ"
"แน่นอน"
"แต่กูแค่ขโมยของที่หลุมฝังศพ ไม่ได้ทำร้ายศพนะโว้ย แล้วมันจะตามกูมาทำไม"
"การขโมยของในสุสานผิดกฎหมาย ขุดหลุมศพของผู้อื่น วิญญาณต้องโกรธแน่ การมีภูตผี 2 ตนตามท่านมา ไม่วันใดวันหนึ่งท่านอาจจะต้องเสียท่าแน่นอน"
"แล้วกูจะทำอย่างไรดีล่ะ" จ้าวฮุยถาม
ตอนนั้นอาตมาคิดว่า ควรจะถ่ายทอดคาถาบทหนึ่งให้แก่จ้าวฮุยเพื่อแก้ดวงชะตาของเขา แต่ก็ต้องดูกฎแห่งกรรมของตัวจ้าวฮุยเองด้วยว่าจะเหมาะสมหรือไม่
การให้ทาน - ได้บุญวาสนา
ความขี้เหนียว - ได้มาซึ่งความยากจน
การปล่อยสิ่งมีชีวิต - ทำให้มีอายุที่ยืนยาว
การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต - ทำให้ชีวิตของตนสั้นลง
อาตมารู้ว่า พุทธธรรมนั้นสุดยอด (อนุตร) วิเศษมัญชุ มนตราของคุยหยานเป็นอัญมณี ที่สามารถทำให้ความหวังทางกุศลได้รับความสมหวังโดยสมบูรณ์สำเร็จทุกสิ่ง อย่าง จึงนับว่าล้วนเป็นสิ่งที่เยี่ยมยอด
แต่ว่าจะถ่ายทอด 'อัญมณี' ให้แก่จ้าวฮุย เขาจะมีคุณสมบัติ
เพียงพอหรือ
อาตมาจึงตรวจกรรมของเขาใน 3 ชาติ ก็พบว่าชาติหนึ่งเขาเป็นคนทำอาชีพฆ่าหมู อีกชาติหนึ่งทำกิจการเกี่ยวกับกาม ชาตินี้ถ้าไม่ใช่ขโมยก็คือช่วงชิง
นับว่าไม่มีรากแห่งการกุศลหรือความดีแม้แต่น้อยเลย
อาตมาถามจ้าวฮุยว่า
"ท่านเคยทำการกุศลบ้างไหม"
"การกุศลหรือ" จ้าวฮุยส่ายหน้า
"ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่ทำผิดในกาม ไม่โกหกมุสาวาจา ไม่พูดเรื่องไร้สาระหรือเกี่ยวกับกามา ไม่ยุแหย่ให้เขาแตกแยก ไม่พูดจาหยาบคาย ไม่ขี้เหนียว ไม่โกรธโมโห (หรือมีโทสะ) ไม่มีอวิชชา (หรือโง่เขลา) นี่คือ สิบกุศล"
"กูเป็นในสิ่งที่แบบว่า ไม่ชั่วไม่ทำ"
"ท่านลองคิดดูสิ ว่าจะมีกุศลที่ท่านทำสักครั้งไหม"
เพราะถ้าไม่มีเลยอาตมาคงไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งมีค่ามหาศาลอย่าง 'มิฝ่ะ' (คุยหธรรม) ให้แก่คนแบบนี้ได้
จ้าวฮุยคิดอยู่นานก็บอกว่า
"ครั้งหนึ่งกูได้ไปขโมยของหลายอย่างจากวัด สำคัญที่สุดคือ กล่องรับเงินบริจาค มีแบงก์มากมายใส่อยู่ในกล่อง กูก็ยกมาทั้งกล่อง และก็ขโมยภาพวาดที่แขวนอยู่บนฝาผนัง พอกลับถึงบ้านเห็นว่ามีรูปของพระพุทธเจ้าศากยมุนีก็คิดจะโยนลงถังขยะ เพราะคิดว่ามันมีค่าไม่มากทิ้งไปดีกว่า ต่อมาก็รู้สึกว่ารูปพระนี้ก็ดูดีอยู่ จึงนำมาแขวนไปบนฝาผนัง กูเห็นรูปพระพนมมือ ก็พนมมือตาม ขอถามว่าอย่างนี้นับว่าเป็นกุศลไหม"
"โอ้!" คำตอบของจ้าวฮุยทำเอาอาตมากลายเป็นคนใบ้ไปเลย
รูปพระที่แขวนเป็นของที่ขโมยมา ถือว่าการกุศลหนึ่งคะแนนได้หรือ
การพนมมือไหว้รูปพระ ถือเป็นหนึ่งกุศลหรือ
จ้าวฮุยบอกว่า
"เออ...กูทำการกุศลใหญ่เรื่องหนึ่ง"
"กุศลใหญ่อะไรหรือ" อาตมาแปลกใจ
"กูมาหามึง ก็คือการกุศลยิ่งใหญ่แล้ว"
"โอ้!"
อาตมาบอกจ้าวฮุยว่า
"สรรพ สัตว์ทั้งหลายเดิมมีจิตที่บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ดังเช่นจันทร์เพ็ญ ถึงแม้เป็นภูตผีเปรตใน 3 อบายภูมิ ขอให้ท่องคาถา 3 จบ ภูตผีเปรตทั้งหลายก็ได้รับรหัสลับแห่งธรรมะ หลุดพ้นจากการผูกมัดของกรรมชั่วทั้งปวง มีคุณูปการแห่งการกุศลทั้งปวง ถ้าอาตมาถ่ายทอดคาถาให้แก่ท่าน ดวงชะตาท่านจะเปลี่ยนแปลงจนได้รับความสำเร็จ"
จ้าวฮุยดีใจมากกล่าวว่า
"เร็ว เร็ว รีบบอกมา"
อาตมาจึงถ่ายทอดคาถาอุษณียวิชยธารณี ให้แก่จ้าวฮุย
โอม อามีลีตา เตอกา ฝาตี่ โซหะ (หฤทัยมนตรา)
อาตมา นำพระสูตรอุษณียวิชยธารณีออกมาให้จ้าวฮุยอ่าน ในพระสูตรกล่าวไว้ดังนี้ พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอินทร์ว่า คาถานี้นามว่า ชำระสรรพอกุศลมรรค อุษณียวิชยธารณี สามารถชำระอาวรณ์ของโทษกรรมทั้งปวง สามารถทำลายความทุกข์ของมรรคแห่งความชั่วร้ายทั้งปวง ธารณีชุดนี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นจำนวนร้อยพันโกฏิเม็ดทรายใน 88 แม่น้ำคงคา ได้ทรงประกาศพร้อมกัน ถือท่องตามจิตปิติยินดี มุทราปัญญาแห่งพระมหาตถาคตได้รับรองแล้ว
ถ้าผู้ใดได้ยินชุดธารณีนี้ใน ขณะกรรมาวรณะที่สะสมมาในเวลาพันกัปป์กัลป์ สมควรเวียนว่ายตายเกิดในนรกภูมิ ภูตผีเปรตภูมิ เดรัจฉานภูมิ...ถึงแม้เกิดเป็นมด จะไม่มีการเกิดแบบนั้นอีกต่อไป จะได้จุติยังพุทธเกษตรต่างๆ ของพระตถาคต หรือพระโพธิสัตว์ (ผู้รอการอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป) คือ จุติในธรรมประชุมเดียวกัน (กับเหล่าอริยบุคคล)
อาตมาบอกจ้าวฮุยว่า
"นำดิน 1 กำ ท่องคาถานี้ 21 จบ สาดลงไปที่ร่างกายผู้ตาย
ผู้ตายนี้จะได้จุติยังสรวงสวรรค์"
จ้าวฮุยฟังแล้วก็พยักหน้ารับปากว่าจะทำทันที
อาตมาพาจ้าวฮุยไปนอกบ้าน ชี้ทิศให้เขา
จ้าวฮุยจึงสาดดินทราย 2 กำออกไป
เสียงดัง "ฮอง"
ทันใดนั้นภูตผี 2 ตนก็หายไป และได้ไปจุติยังแดนสวรรค์
พอภูตผี 2 ตนนั้นหายไป ควันดำบนตัวเขาก็ค่อยๆ จางไปด้วย
คา ถาอุษณียวิชยธารณีกล่าวว่า ผู้ที่ถือท่องคาถานี้ สามารถชำระบาปกรรมทั้งปวงในร้อยกัปป์กัลป์ สามารถชำระโรคร้าย ทำให้สงบสุข ต่ออายุให้ยาว แก้ดวงชะตาทั้งปวง ถ้าเสียชีวิตไปแล้วก็จะได้ไปจุติยังพุทธเกษตร
เมื่ออาตมาได้ถ่ายทอด "มุทราวิชยะ' ให้แก่จ้าวฮุย ก็บอกเขาว่าในการถ่ายทอดการเพ่งจินตนาการเวลาท่องคาถา ให้เพ่งจินตนาการว่า จิตของตนกลายเป็นวงเดือน บนวงเดือนมีอักษรสันสกฤตคำว่า 'คัง' ( ) สีขาวเปล่งแสงออกมา ส่องไปยังสรรพสัตว์ทั้งปวง ผู้ใดที่ถูกแสงนี้ส่องถึง กรรมาวรณะก็จะถูกชำระสิ้น กายใจเย็นสดใส ได้มหาปัญญา

••••••••••••••••••••

จ้าวฮุยผู้นี้ พอบุญวาสนาถึงก็เกิดหัวใสขึ้นมา
พอเขาได้รับคาถาแล้วก็ท่องอย่างขยันอุตสาหะ ไม่เพียงเท่านั้น ยังเชื่อมั่นเรื่องการนำดินหนึ่งกำ ท่องคาถา 21 จบ สาดลงกายของ ผู้ตาย ผู้ตายจะไปจุติยังสรวงสวรรค์
จ้าวฮุยไม่บอกใคร ตั้งจิตตั้งใจท่องคาถาไม่มีการหยุด พอถึงกลางคืนจ้าวฮุยจะไปที่สุสาน นำดินที่ท่องคาถาแล้ว ไปสาดลงหลุมฝังศพ ไม่ว่าจะเป็นคนที่รู้จักหรือไม่รู้จัก พอทำอย่างนี้แล้ว จ้าวฮุยคิดว่าการทำแบบนี้นับเป็นสิ่งที่ดีและมีความหมายมาก
พอทำที่สุสานนี้หมดแล้วก็ไปทำอีกสุสานหนึ่ง ทำแบบนี้อยู่หลายๆ แห่ง
พออาตมาเห็นจ้าวฮุยอีกครั้งก็ตกใจมาก เพราะรอบตัวเขาล้วนมีแต่วิญญาณภูตผีเต็มไปหมด
แต่ภูตผีเหล่านี้ไม่ใช่ภูตผีทวงหนี้ กลับเป็นพวกภูตผีการกุศล จนจ้าวฮุยได้รับการยกย่องจากเหล่าภูตผีทั้งหลาย
"ท่านกลายเป็นนักเลี้ยงภูตผีแล้วหรือ"
จ้าวฮุยตอบว่า
"ผมเพียงแต่ชอบทำบุญด้วยวิธีที่ผมคิดว่าทำได้ครับ"
สีหน้าของจ้าวฮุยเปลี่ยนไป มีแสงสีแดงแสงสีขาวโผล่ขึ้นมาบนใบหน้า ท่าทางเหมือนคนที่สมหวัง
ดวงชะตาของจ้าวฮุยเปลี่ยนไปในทางที่ดีจริงๆ
จากที่มีสุขภาพไม่ค่อยดี พอท่องคาถาก็กลายเป็นคนสุขภาพดี คล้ายว่ามีกำลังเพิ่มขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่ได้กินยาอะไรเลย แต่ที่จริงแล้วการที่สุขภาพของจ้าวฮุยดีขึ้นนั้น
เป็นเพราะการปกป้องคุ้มครองจากภูตผีการกุศลทั้งหลาย
นอกจากนี้เดิมทีจ้าวฮุยมีเขตคุ้มครองในตลาดเป็นของตนเอง มีการเรียกเก็บค่าคุ้มครอง แผงขายของพวกนั้นก็ขายดีขึ้น ทำเงินให้เขามากขึ้น แต่เขาก็ไม่โลภมาก ยกเลิกการเก็บค่าคุ้มครองทั้งหมด เอาเงินคืนให้พวกขายของแผงลอย พวกคนค้าขายก็นับถือเขามาก
เมื่อพ่อแม่บุญธรรมของจ้าวฮุยเสียชีวิตไป ก็มีเงินเหลือให้จำนวนหนึ่ง เขาก็เอาเงินไปเปิดร้านขายอาหาร
ร้านอาหารของจ้าวฮุยขายดีมาก เขาจึงเอาเงินกำไรไปลงทุนในกิจการอื่นจนร่ำรวย
ต่อมาจ้าวฮุยก็แต่งงาน มีลูก และได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน เลื่อนขั้นเป็นกำนัน เป็นสมาชิกเทศมนตรี และสมาชิกผู้แทนราษฎร
จนได้รับการยกย่องจากหลายๆ คน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีสาเหตุมาจากภูตผีการกุศลทั้งหลายนั่นเอง

••••••••••••••••••••

จ้าวฮุยยังบอกเรื่องหนึ่งให้อาตมาทราบว่า
"คาถาวิชยะของท่านอาจารย์สามารถป้องกันตนได้ด้วยนะครับ"
จ้าวฮุยเล่าว่า ครั้งหนึ่งคู่แข่งการเลือกตั้งส่งมือปืนมาเก็บเขา ตอนนั้นมือปืนอยู่ใกล้เขามาก ถึงขนาดว่าเอาปืนจี้ที่หน้าอกเขา
แต่พอจ้าวฮุยท่องคาถา

โอม อามีลีตา เตอกา ฝาตี่ โซหะ

ในทันใดนั้นพอมือปืนเหนี่ยวไก กลับปรากฏว่าลูกปืนนั้นติดในลำกล้องปืน แล้วมือปืนก็ร้องว่า
"มึงมีของดีนี่หว่า" แล้ววิ่งหลบหนีไป
จ้าวฮุยบอกว่านี่เป็นเพียงหนึ่งในเรื่องช่วยให้เขาพ้นจากอันตราย เพราะยังมีอีกหลายๆ เรื่องทีเดียว และทุกครั้งพอถึงจุดที่อันตรายสุดๆ เขาก็จะรอดพ้น เหนือความนึกคิดทุกครั้งไป เมื่ออาตมาลองใช้ตาทิพย์มอง ก็เห็นว่าข้างกายของเขามีภูตผีกุศลอยู่รอบๆ ภูตผีเหล่านี้ล้วนมาช่วยเหลือ การที่เขาจะเลื่อนจากสมาชิกสภาท้องถิ่นไปเป็นสมาชิกสภามณฑล หรือถ้าได้เลื่อนขั้นเป็นสมาชิกรัฐสภาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
เห็นจ้าวฮุยประสบความสำเร็จ กลับตัวกลับใจได้ อาตมาก็อดไม่ได้ที่จะขอเขียนโศลกบทหนึ่งให้แก่เขา
คาถาลับปกคลุมดินทั่วไป
สาดทั่วผู้วายชนม์เป็นพิธี
เดินจนสุดทางแห่งชีวิต
จะพบโลกใหม่จักรวาล…

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช