
เนื้อหาบางส่วนจากวรรณกรรม "พลังศักดิ์สิทธิ์ของมนตรา"
คาถาคุ้มครองสะท้อนกลับ
ในการปฏิบัติธรรมของคุยหยานนั้นต้องอาศัยหลักใหญ่ 3 ประการคือ คาถา (มนตรา) มุทรา (ลักษณะของมือ หรือลักษณะของร่างกาย) และการเพ่งจินตนาการ (พลังจิต) อธิบายให้ง่ายขึ้นคือ ปากท่องมนต์ มือทำมุทรา จิตเพ่งจินตนาการองค์มูลฐาน เป็นต้น การปฏิบัติแบบนี้จะช่วยให้ กาย วาจา ใจ บริสุทธิ์ จนทำให้เปลี่ยนสามกรรมให้เป็นสามคุยหะ วิธีปฏิบัติแบบนี้ก็คือแบบของคุยหยาน (วัชรยาน)
ปรมาจารย์ 'จั่นมิ'-สายแดง (หนิงมาปะ) ปัทมาสมภพมหาสัตว์ ได้เคยถูกพวกห้าร้อยนอกรีตโจมตี ระหว่างการปฏิบัติธรรมของท่าน พวกห้าร้อยนอกรีตได้ท่องคาถาเชิญเหล่าปีศาจ (ปีวัวเทพงู) ใช้อิทธิฤทธิ์ทำร้ายปัทมาสมภพมหาสัตว์จนสถานการณ์เลวร้ายมาก
ปัทมาสมภพมหาสัตว์ถูกทำร้ายจนอาการร่อแร่ เพราะพวกห้าร้อยนอกรีตล้วนเป็นผู้เก่งกล้าในวิชาคาถาอาคมของศาสนาชั่วทั้งนั้น สามารถเรียกลมเรียกฝน สาดถั่วให้กลายเป็นพลทหาร สั่งเทพยดาและภูตผีได้
ในตอนที่ปัทมาสมภพมหาสัตว์นอนล้มอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในสภาพที่สาหัส กาลนั้น 'พระแม่เอกาเกล้า' ก็ปรากฏกายออกมาช่วยเหลือ
สัญลักษณ์ของพระแม่เอกาเกล้าคือ หนึ่งเกล้าผม หนึ่งตา หนึ่งฟัน ท่านเป็นยอดพระแม่ในบรรดาพระแม่ทั้งหลาย มีพลังธรรมหรืออิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เก่งกล้าไร้เทียมทาน เป็นพระอาจารย์ของปัทมาสมภพ เป็นองค์ประจำตนของปัทมาสมภพมหาสัตว์ และยังเป็นองค์ธรรมบาลของปัทมาสมภพมหาสัตว์อีกด้วย พระแม่เอกาเกล้ามีสถานะทั้ง 3 อย่างรวมเป็นหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าปัทมาสมภพมหาสัตว์ถูกทำร้ายและกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก พระแม่เอกาเกล้าจึงได้ถ่ายทอดคาถา 'คุ้มครองสะท้อนกลับ' ให้แก่ปัทมาสมภพมหาสัตว์ คาถาชุดนี้เป็นคาถาลับสุดยอด จะไม่ถ่ายทอดให้แก่คนที่ไม่เหมาะสมเป็นอันขาด เช่น
คนชั่วไม่ถ่ายทอดให้ ไม่ใช่ลูกศิษย์สายตรงทางสันติ ไม่ถ่ายทอดให้ จิตใจคิดแต่จะทรยศ ไม่ถ่ายทอดให้ และผู้ที่รักษาความลับไม่ได้ ไม่ถ่ายทอดให้ แล้วอะไรคือศิษย์ที่มีจิตคิดทรยศ
โดยทั่วไปแล้ว สำหรับความรู้สึกของลูกศิษย์ที่มีต่ออาจารย์นั้น ควรเริ่มต้นจากความเคารพนอบน้อม แต่สำหรับบางคนนั้นพอนานวันเข้าจิตใจก็คิดเป็นอย่างอื่น เช่น 'เทวทัต' 'ยูดา' (ศิษย์ของพระเยซูผู้ทรยศ) เป็นต้น
คาถาคุ้มครองสะท้อนกลับเป็นมหาคาถา เป็นอนุตรคาถา จะให้ใครง่ายๆ นั้นไม่ได้
พลังของคาถาคุ้มครองสะท้อนกลับมีดังนี้
- สะท้อนกลับ-ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะปล่อยคาถาอะไรมา ก็จะหลบและสะท้อนคืนกลับไปยังฝ่ายตรงข้ามก็ได้
- คุ้มครอง-ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามปล่อยคาถาอะไรมา ก็จะปกป้องคุ้มครองไว้ ไม่ให้ได้รับอันตรายใดๆ จากพลังของคาถามนตรา
เมื่อปัทมาสมภพมหาสัตว์ได้รับการถ่ายทอดคาถานี้จากพระแม่เอกาเกล้า ก็ท่องคาถาสะท้อนส่งกลับคืนไป จนเกิดเสียงสะเทือนสะท้านฟ้า
เมื่อหมอกควันสลายไปหมด พวกคนนอกรีต 500 คนล้วนถูกคาถาคุ้มครองสะท้อนกลับจนตายหมด
เรื่องของปัทมาสมภพมหาสัตว์ที่อาตมาได้เล่าให้ฟังไปนั้น คือเรื่องราวการต่อสู้ด้วยคาถาที่ยิ่งใหญ่ดั่งเช่น คาถาคุ้มครองสะท้อนกลับ
••••••••••••••••••••
มีเพื่อนของลูกศิษย์หญิงของอาตมาคนหนึ่งชื่อว่า 'เฝิงฟัง' เธอมีหน้าตาที่สวยงามมาก ถึงขนาดที่ว่าเคยมีคนเขียนจดหมายรักมากล่าวยกย่องเธอว่า
"เรือนร่างของเธอ เบาบางเหมือนห่านฟ้า การก้าวเท้าของเธอเหมือนดอกบัวขาวที่เบ่งบานอยู่บนสายน้ำสีเขียวหยก บั้นเอวของเธอก็อรชรเหมือนผูกด้วยสายริบบิ้น ช่วงคอสวยยาว มือแขนนิ้วเท้าหน้าตา แสดงออกถึงผิวพรรณที่ขาวผ่อง จนไม่ต้องใช้แป้งหอมครีมทาผิวใดมาเสริมแต่ง ดูสวยสดไร้ที่ติไร้เทียมทาน ปุยผมที่เงางามสีดำนั้นก็เหมือนสายน้ำตก คิ้วดำโค้งทั้ง 2 ข้าง ปากน้อยๆ สีแดงเหมือนผลเชอรี่ ฟันขาวเหมือนเปลือกหอย ดวงตาก็กระจ่าง มีแต่เสน่ห์น่ารัก..."
ทุกคนที่ได้พบเห็น ล้วนชื่นชมในความงามของเฝิงฟัง
เฝิงฟังเป็นหญิงสาวที่มีนิสัยสุภาพอ่อนโยนตามธรรมชาติ บนกายมีกลิ่นอายแห่งลมทิพย์ ซึ่งมีติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด ด้วยเหตุนี้เฝิงฟังจึงเป็นที่รักชอบของผู้คนเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนั้นมีหมอผีชั่วคนหนึ่ง ซึ่งชื่อเสียงทางชั่วช้าโด่งดัง
หมอผีชั่วได้เขียนจดหมายรักมาหาเฝิงฟัง มีใจความว่า
"เธอ เป็นคนงามที่ยอดแต่โบราณฉันจะมอบพลอยมีค่าที่บรรพ-บุรุษถ่ายทอดมาให้เธอ เพื่อแสดงความรักของฉัน ฉันจะให้เทพเจ้ามาเป็นพ่อสื่อสู่ขอเธอ โปรดอย่าปฏิเสธฉัน อย่าแล้งน้ำใจ เมื่อฉันมีเธอแล้ว ไม่ต้องไปค้นหายังสถานที่อื่นใด"
แต่เฝิงฟังหาได้สนใจหมอผีชั่วไม่ และได้ปฏิเสธหมอผีชั่วไป
เมื่อได้รับการปฏิเสธจากเฝิงฟัง หมอผีชั่วก็อายและรู้สึกโมโห พูดกับคนอื่นว่า
"นังเฝิงฟังมันมีดีอะไรนักหนา ผู้หญิงแบบมันก็มีเดินเพ่นพ่านอยู่เต็มถนน ในเมื่อมันมาดูถูกกู กูก็จะให้มันได้เจออิทธิฤทธิ์ของกูบ้าง มันจะต้องทุกข์เศร้าโศกไปตลอดชาติ จนต้องมาคุกเข่าขอร้องกู แต่ถึงจะมาคุกเข่าขอร้อง กูก็จะไม่สนใจไยดีมัน"
หมอผีชั่วไม่เพียงพูดกับคนๆ หนึ่ง ยังพูดกับหลายๆ คนด้วย แต่เมื่อข่าวนี้มาถึงเฝิงฟัง เฝิงฟังก็ไม่ได้กลัว และไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
แต่ทว่า...หมอผีชั่วได้ทำพิธีจริงๆ โดยเอาเลือดไก่ขาวตัวผู้มาเขียนยันต์ ใช้ป้ายหยกบัญชา แผ่นยันต์ ขนมข้าวเหนียวมาถวายบูชาภูตผี
ภูต ผีที่หมอผีชั่วบูชาแปลกมาก ตัวดำทั้งตัว มี 2 หัว หน้าตาดุร้าย น่ากลัว ในมือซ้ายนั้นจับงูเขียว มือขวาจับงูแดง วิชานี้มีชื่อว่าคาถาเจตภูต
คืน หนึ่งในฝันของเฝิงฟัง เฝิงฟังได้เห็นหมอผีชั่วทำพิธีใส่ตัวเอง ด้วยการปักเข็มลงบนหัวของเธอเต็มไปหมด และเข็มทุกเล่มล้วนเปื้อนด้วยเลือดไก่
พอเธอตื่นขึ้นมาก็มีอาการปวดหัวงวยงง หลังจากนั้นก็นอนไม่ค่อยหลับ และทำอย่างไรก็ไม่สามารถนอนหลับได้เลย
สุดท้ายเฝิงฟังจึงกินยาระงับประสาท เมื่อกินไปตอนแรกก็นอนหลับได้ แต่สุดท้ายก็นอนไม่หลับอีก
เฝิงฟังกลายเป็นคนขวัญเสียสะลึมสะลือ ภายนอกซูบผอม มีอาการกังวล จนเหมือนคนประสาทแตก วิกลจริต
หมอประสาทวิเคราะห์ว่า เฝิงฟังเป็นโรคหวาดระแวง ชอบคิดว่าจะมีคนมาทำร้ายตัวเอง
เช่น เวลามีเครื่องบินบินผ่านมา เฝิงฟังจะเข้าใจว่าเครื่องบินลำนั้นจะมาสอดแนมเธอ พอบุรุษไปรษณีย์มาส่งจดหมาย ก็เข้าใจว่าเป็นผู้ร้ายปลอมตัวมาฆ่า
หมาแมวที่เคยเลี้ยงไว้ก็ยกให้คนอื่นไปหมด เพราะคิดว่าวิญญาณของหมาและแมวได้ถูกคนชั่วเอาไปแล้ววิญญาณของคนชั่วจะอาศัย ร่างของหมาแมวมาทำร้ายเธอ
เมื่อมีคนเอากับข้าวอาหารให้เธอกิน ก็จะคิดว่าในนั้นมียาพิษ หรือทุกวันจะอาบน้ำวันละหลายๆ ครั้ง เพราะรู้สึกว่าบนตัวมีสิ่งสกปรกติดอยู่ ล้างอย่างไรก็ล้างไม่สะอาด เสื้อผ้าก็ซักวันละหลายหน พูดจาเลอะเทอะ หัวเราะไร้สาเหตุ ชอบแอบยิ้มคนเดียว บางครั้งก็ร้องไห้ คิดว่าโลกนี้ไม่มีคนดีสักคน ทุกคนล้วนแต่จะมาทำร้ายเธอ
เฝิงฟังไม่นอน ไม่กิน บางครั้งก็นอนติดต่อกัน 2- 3 วัน ชอบเอะอะโวยวาย นึกจะทำอะไรก็ทำทันที
หนักเข้าก็ถึงขั้นถอดเสื้อหมดล่อนจ้อนเดินไปตลาด เอากับข้าวที่ยังกินได้ไปเททิ้งกลางถนนใหญ่ ตีหลอดไฟให้แตกหมด เพราะคิดว่าพวกที่มีแสงสว่างล้วนเป็นมาร เฝิงฟังจึงมีสภาพเหมือนกลอนโบราณที่กล่าวว่า
"มหาทุกขังที่แท้คือมีกาย ควรรู้โรคภัยไม่ยอมใคร เกี่ยวข้องกับมโนมายา มันไม่จริง ถึงเป็นของแท้ก็ไม่แท้ โรคภัยทั้งปวงเกี่ยวกับกรรม ชำระกรรมเก่าคือสูตรลับ มีเพียงบำเพ็ญพ้นเกิดและตาย เภทภัยทั้งปวงกลายเป็นผุยผง"
เดิมทีเฝิงฟังเป็นคนสวยมาก เมื่อตอนนี้มีโรคภัยมารุมเร้าตัว ดูภายนอกเหมือนหัวกะโหลกของผีสาง
ลูกศิษย์หญิงของอาตมาเห็นเข้าก็รู้สึกสงสาร จึงพาเฝิงฟังมาพบอาตมา
อาตมาเขียนยันต์ 'ซั่น เยียน' (อักษรของแผ่นยันต์) ให้เฝิงฟังก็ไม่ได้ผล ลองสร้างเขตในกายของเฝิงฟังก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
อาตมา ร้อนใจจึงลองนั่งสมาธิตรวจสอบ เมื่อก้านธูปเผาไปครึ่งหนึ่ง อาตมาก็มองเห็นป่าไม้แห่งหนึ่ง ในป่าไม้มีทางเล็กๆ สุดทางของมันคือมณฑลเทพเจ้า
อาตมามองเห็นคนสวมเสื้อสีดำ กำลังเซ่นไหว้ภูตผีที่ประหลาด มีร่างกายเป็นสีดำทั้งหมด และเห็นคนเสื้อดำเอามีดเปื้อนเลือดฟันลงที่
ผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็คือเฝิงฟัง
อาตมาตกใจมากลองถามคนในครอบครัวของเฝิงฟังถึงเรื่องหมอผีก็ได้รู้ว่า เฝิงฟังได้ปฏิเสธหมอผีไปคนหนึ่ง และมีคนเห็นกับตาว่าหมอผีได้พูดว่าจะทำให้เฝิงฟังมีทุกข์โศกเศร้าไปตลอด ชีวิต โดยทั่วไปเมื่ออาตมาใช้ยันต์ 'ซั่น เยียน' และทำการสร้างเขต ก็นับเป็นวิชาร้ายกาจพอสมควรแล้ว แต่ปรากฏว่ากลับไม่สามารถทำอะไรหมอผีได้
อาตมาจึงรู้สึกสะเทือนใจมาก
ต่อมาอาตมาได้อ่านพบในหนังสือโบราณ รู้ว่าภูตผีตนนั้นอยู่มาหลายพันปีแล้ว รู้จักกันอีกชื่อหนึ่งนามว่า 'เจียง' เนื่องเพราะเป็นภูตผีโบราณกาล แผ่นยันต์ 'ซั่น เยียน'
และการสร้างเขตจึงใช้ไม่ได้ผล
อาตมาคิดว่า ควรไปคุยกับหมอผีคนนั้น เพราะอาตมาเชื่อว่า การพบหน้าคือการให้เกียรติกัน ขอเพียงแค่ให้มีหลักการก็ย่อมจะคุยกันรู้เรื่อง และในที่สุดอาตมาก็ได้พบกับหมอผีอย่างที่ตั้งใจไว้ หมอผีชั่วคนนี้แซ่กู้ มีอาจารย์อยู่เมืองจีนแผ่นดินใหญ่ ลูกศิษย์ที่นั่นจะกลัวเขามาก เพราะวิชา 'ก้งโถว' (คาถาอาคม) ของเขานั้นร้ายกาจมาก ถ้าถูกวิชาก็จะต้องกลายเป็นคนบ้าทุกคน เมื่อได้พบเจอหมอผี อาตมาก็บอกว่า
"อาตมามาเพราะเฝิงฟัง"
หมอผีชั่วตอบว่า
"นังเฝิงฟังมันไม่รู้ที่ต่ำที่สูง ไม่รู้กาลเทศะ สมควรแล้วที่มันเป็นแบบนี้"
"อาตมาอยากให้ท่านปล่อยเขาไปได้ไหม ในเมื่อเขาก็ได้รับความทุกข์มากพอแล้ว เขาคงจะสำนึกแล้ว"
หมอผีชั่วบอกว่า
"เรื่อง ที่มันถูกลงคาถาอาคมนั้นรู้กันทั่วไป ยิ่งมันเป็นโรคประสาทมากเท่าไร ก็จะมีคนมายกย่องกูมาก มึงเป็นใคร กล้าดีอย่างไรจะมาขอกูแบบนี้"
"อาตมาคือเหลียนเซิน"
"โอ้ว!...เหลียนเซินหรือ ถ้าอย่างนั้นมึงลองอาคมกูบ้าง มันก็คงยิ่งสนุกเข้าไปใหญ่สินะ...ฮ่าๆ "
"พวกเราไม่มีความแค้นต่อกันมาก่อน อาตมาเพียงมาขอร้องเท่านั้น"
"ขอร้องหรือมาลองดี ถ้ากูไม่ปล่อยเฝิงฟัง มึงจะทำไม จะสู้กูด้วยอิทธิฤทธิ์หรือไง"
"ไม่"
"เหลียนเซิน กูว่ามึงกลับไปเถอะ แล้วเรามาลองสู้กันสักตั้ง"
"ไม่"
แล้วหมอผีชั่วก็ได้อันเชิญภูตผี 'เจียง' มาลงคาถาอาคมใส่อาตมาจริงๆ
เทพที่ป้องกันอาตมาไว้ อย่างองค์ธรรมบาลของอาตมาได้หายไปจนหมด
อาตมารู้สึกเวียนหัว อารมณ์เสีย เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน ในสมองว่างเปล่า กินอะไรไม่ลง ไม่มีรสชาติหมด นอนก็เหมือนไม่ได้นอน ถ้าได้นอนก็ฝันยุ่งเหยิงไปหมด รู้สึกเหมือนในกายมีไฟเผาอยู่ อาตมารู้สึกว่าชีวิตคนเราไม่มีความหมาย มีชีวิตเพื่ออะไรไม่รู้ ความคิดที่อยากจะตายเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกว่าชีวิตคนเรามันมีทุกข์ ว่างเปล่า อนิจจัง รู้สึกมีชีวิตก็ไม่มีความหมายอะไร พอคิดแต่เรื่องแบบนี้มากเข้า อาตมาก็เตือนตัวเองทันที ว่าอาตมาคงถูกคาถาอาคมของหมอผีแล้ว
อาตมารู้สึกว่า ปวดกระดูกทั้งตัวมาก เหมือนมีโรคภัยร้อยอย่างมาเยือน คิดจะนั่งสมาธิก็ไม่สามารถนั่งให้สงบได้ พอสงบนิดหนึ่งก็เห็นแต่งูเขียว งูแดง วิ่งเพ่นพ่านอยู่ในกายอาตมา อันว่าภูตผี 'เจียง' นั้นร้ายกาจจริงๆ อาตมาพยายามคิดวิธีแก้ 'เจียง' เท่าไรก็คิดไม่ออก อาตมาเริ่มเห็นและได้ยินเสียงเงามายาต่างๆ ในไม่ช้านี้อาตมาต้องเป็นบ้าแน่ๆ
กาลนั้นคือ
เมฆภูเขามัวๆ น้ำเย็นๆ
ว่างเปล่าทั้งปวงโรคประสาท
เห็นมีพยัคฆ์คำรามใต้หินผา
คนเดินวิ่งไปมาฟังเสียงในป่าไม้
เปลวไฟสุริยะไปตามลมพัดพา
ฝนตกดอกฟ้าหลุดตามกิ่ง
โลกนี้ไร้ซึ่งที่จะพักและยืน
ถึงเป็นเทวดาก็แตกสลาย
อาตมารู้สึกถึงพวกงูเขียวงูแดงที่วิ่งเข้าไปในระบบปัสสาวะของอาตมา ทุกๆ 5 นาทีอาตมาต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ แต่ก็ปัสสาวะออกมาได้เพียงไม่กี่หยด แต่พอออกมาจากห้องน้ำก็อยากจะปัสสาวะอยู่ตลอด
อาตมาจึงคิดจะไปหาหมอ เพื่อให้ช่วยล้างท่อปัสสาวะ แต่ถึงจะไปหาหมอ อาตมาก็คิดว่ามันก็คงไม่หายแน่ๆ
อย่าว่าแต่เรื่องปัสสาวะเลย เรื่องอุจจาระก็เช่นเดียวกัน
ในที่สุดพอหนักเข้า อาตมาก็รู้สึกอยากอาเจียน เวียนหัว เหมือนร่างกายขาดความสมดุล
กิน ยาของหมอก็ไร้ผล ในหัวคิดอยู่เรื่องเดียวคืออยากตาย อาตมาเห็นพวกผีร้ายปีศาจแสดงตัวหมด เข้าไปในร่างกายของอาตมาจนทำให้อวัยวะภายในอักเสบ อาตมาคิดถึงแต่ความตายจริงๆ
รู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ เป็นทุกข์ของการป่วยไข้ที่น่ากลัวเป็นที่สุด ถ้ามียาหรือวิธีตายอย่างมีความสุข อาตมาก็ยินดีทำตาม
ก่อน นี้อาตมารู้สึกว่าคนที่คิดฆ่าตัวตายนั้นเป็นพวกที่โง่เขลามาก แต่ตอนนี้ได้มาเจอเข้ากับตัวเองถึงได้เข้าใจว่าทำไมคนที่ทุกข์มากๆ กับโรคภัยจึงต้องฆ่าตัวตาย
ทุกข์ของโรคเป็นสุดยอดของความทุกข์ทางโลกนี้จริงๆ ด้วย
การ เป็นคนมีอะไรดีล่ะ ชีวิตอาตมาชาตินี้ ถึงจะช่วยคนมากมาย ก็ถูกทำร้ายมากมายเช่นกัน มาถึงตอนนี้ ยังคิดจะมีชีวิตต่อไปอีกหรือ อาตมาดิ้นรนอยู่ในขอบเขตแห่งความเป็นความตาย
วงจักรสีแดงกำลังจะจมลงทิศปัจฉิม
ไม่ทราบดวงวิญญาณอยู่ ณ แห่งหนใด ผันซานตรัสรู้ไม่ใช่สิ่งอื่นใด
ลูกกตัญญูนั้นผู้ใดจะมาเป็นตัวเขา แต่ท้ายที่สุดก็คิดถึงเรื่องราวที่จะตามมา
"เหลียนเซิน รินโปเช ฆ่าตัวตายแล้ว"
"หัวกวงจื้อจ้ายฝอฆ่าตัวตายแล้ว"
"ดอกบัวกุมารฆ่าตัวตายแล้ว"
ครั้งหนึ่งอาตมาเคยพูดว่า การฆ่าตัวตายคือ "การฆ่าพระพุทธเจ้า" ร่างกายคือเครื่องมือในการสำเร็จพระพุทธะ เพราะฉะนั้นฆ่าตัวตายจึงเหมือนกับการฆ่าพระพุทธเจ้านั่นเอง แล้วแบบนี้ถ้าอาตมาฆ่าตัวตายมันจะไม่ผิดต่อสิ่งที่อาตมาพูดหรือ
อาตมา อยากจะบอกว่าวิญญาณของคนฆ่าตัวตายนั้นขึ้นสวรรค์ไม่ได้ มีแต่เวียนว่ายใน 3 อบายภูมิ ถึงจะมาเกิดใหม่เป็นคนได้ แต่ก็เป็นคนพิการปัญญาอ่อน แล้วยิ่งอาตมาเป็นคุรุมนุษย์ ถ้าตัวเองฆ่าตัวตายก็จะกลายเป็นเรื่องน่าขบขัน เรื่องตลกของหมู่มนุษย์และเทวดา แต่ความทุกข์ที่รวมตัวในกายอาตมา ทุกข์ขัง 8 อย่างที่พระพุทธเจ้าศากยมุนีตรัสไว้นั้น ตอนนี้อาตมามีหมด อาตมาเป็นทุกข์จริงๆ
อาตมาทนทุกข์ไม่ไหวแล้ว
อาตมาไม่อยากอยู่ต่อไปจริงๆ
ถ้าอาตมาตายไปแบบนี้ ก็เป็นเรื่องตลกขำขันขนานใหญ่ ผู้ก่อตั้ง 'เจินฝอจง' เหลียนเซิน ริน โปเช ฆ่าตัวตาย
แล้วแบบนี้จะยังมี 'เจินฝอจง' เหลืออยู่อีกหรือ
คนที่ใกล้ชิดอาตมาคงเสียใจมาก
คนที่เกลียดอาตมาคงดีใจมาก
เข้าทำนองที่ว่า
"ญาติเจ็บใจ ศัตรูดีใจ"
ตอนที่หมอผีชั่วใช้พลังธรรมตัดหัวอาตมา งูเขียวงูแดงนั้นได้วิ่งเข้าไปในสมอง
อาตมารู้สึกว่าสมองอาตมาแตกเป็น 8 แฉก
ตรงกลางนั้นมีพุทธมณฑลหนึ่ง คือองค์ประจำตนของอาตมาเอง
อมิตาพุทธะตถาคตทรงประทับเงียบๆ อยู่ที่นั่น
จะพูดว่ากายอาตมาตายหมดแล้ว เหลือแต่องค์ประจำตนที่บำเพ็ญก็ไม่ผิดอะไร เพราะมันเป็นสิ่งผนึกในการปฏิบัติธรรมมาหลายปีของอาตมา
หมอผีชั่วเองพอเห็นว่าเป็นแบบนี้ก็พยายามจะฆ่าองค์ประจำตนของอาตมา โดยสั่งให้งูเขียวงูแดงมากินองค์ประจำตนของอาตมา
แต่องค์ประจำตนของอาตมาไม่สะทกสะท้าน กลับท่องคำของคาถาคุ้มครองสะท้อนกลับ
สักพักก็เกิดมีฟ้าผ่าลงมา
ดินน้ำลมไฟแตกสลาย กายาของมันอยู่ที่ใด ไม่เพียงท่าทางสูญ ชื่อแซ่ก็ยังไม่มีเหลือ ยาวสั้นมองที่ใบหญ้าฤดูใบไม้ร่วง เข้มข้นหรือเล็กบางถามลมช่วงเย็น ขอท่านมองให้สูง เรื่องนี้ต้องวิจัย อย่าขู่ผู้อื่นมากไป
อย่าขู่อาตมามากไป
เมื่อองค์ประจำตนของอาตมาได้ ท่องคาถาคุ้มครองสะท้อนกลับ อาตมานอนนิ่งอยู่บนเตียง ทั่วกายไม่มีแรงเห็นสายฟ้าแลบ รู้สึกตัวเองเหมือนคนตายที่มีชีวิต ส่วนพวกงูเขียวงูแดงในกายก็หายไปหมด รวมถึงตัวหมอผีชั่วนั้นก็หายไปเช่นกัน
อาตมามองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็เห็นงูเขียวงูแดงกัดตัวหมอผีชั่วไม่ยอมปล่อย หมอผีชั่วทุรนทุรายดิ้นรนกระเสือกกระสน แต่พวกงูเขียว
งูแดงต่างยิ่งมัดตัวเขาให้แน่น
เสียงร้องที่รุนแรงน่ากลัวของหมอผีค่อยๆ เงียบหายไป
ส่วนอาการโรคของอาตมาก็หายไปหมด ร่างกายก็ดีวันดีคืน ประมาณอาทิตย์หนึ่งก็หายดีทั้งหมด
ส่วนทางเฝิงฟังนั้นก็เหมือนกัน เธอก็รู้สึกว่าโรคทั้งหมดได้หายไปทันที พอพักผ่อนช่วงหนึ่งก็คืนสู่สุขภาพดีเหมือนเดิม
ตัวอาตมาเองเหมือนฝันร้ายไป แต่สำหรับเฝิงฟังนั้น ฝันร้ายคงจะยาวนานกว่า
ส่วนหมอผีชั่วกลับถูกภูตผี 'เจียง' ที่ตนบูชาจัดการ สุดท้ายก็เป็นบ้าเป็นโรคประสาทในที่สุด
••••••••••••••••••••
อาตมาขอบอกพวกเราว่า 'คาถาคุ้มครองสะท้อนกลับ' นั้นเป็นคาถาที่สำคัญ และเป็นความลับมาก เป็นอนุตรคาถา ฉะนั้นจึงมีเพียงการถ่ายทอดอย่างลับๆ และขออภัยที่ไม่สามารถเขียนเปิดเผยออกมา ณ ที่นี้ได้
เรื่องทั้งหมดที่อาตมาได้เล่าให้ฟังไปนี้ จึงเป็นเหมือนบทเรียนสำคัญของอาตมา ที่ทำให้ต้องถือคาถาหรือมนตราเป็นสำคัญ กายใจอาตมาจึงต้องสะอาดไม่โลภมาก และต้องบำเพ็ญตนอย่างเคร่งครัด ดังคำกล่าวที่ว่า
บ่อเกิดคุยหยาน ถือมนต์เป็นสำคัญ
เบาบางความโลภ อลังการรูปกายา
ถ้าจิตไม่เคลื่อนไหว มโนเพื่อช่วยชาวโลกา
ชำระกรรมหนึ่งส่วน เพิ่มพูนปัญญาอีกหนึ่งส่วน
รวมหนึ่งกับองค์ของตน วิสุทธิสุดยอด
โปรดกู้สรรพสัตว์พิเศษ มีชีวิตธรรมดา
วิริยะอุตสาหะและทำจริง สัมมามโนคารวะ
ปีแล้วปีเล่าเดือนต่อเดือน ไร้เริ่มต้นและไร้สิ้นสุด
โ อ ม อ ะ ฮุ่ ม
















