
เนื้อหาบางส่วนจากวรรณกรรม "การเปิดเผยมหาสังสารวัฎ"
ศัตรูเมื่อชาติก่อน
มีชายคนหนึ่งชื่อ ‘จูเจ๋อ’ อายุ 36 ปี ยังไม่แต่งงาน ชายคนนี้ฉลาดมาก ตอนเรียนหนังสือสอบได้คะแนนนำหน้าเพื่อน พอไปเรียนต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้วุฒิการศึกษาเป็นด็อกเตอร์ พอกลับมาที่ประเทศของตน(ไต้หวัน) ได้ขอทำงานในองค์กรธุรกิจกึ่งรัฐกึ่งเอกชน เป็นวิศวกรเครื่องยนต์ไฟฟ้า ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ดีมาก
จูเจ๋อมีหน้าตาดี ร่างกายก็แข็งแรงสมบูรณ์ ส่วนสูง 170 ซม. ไม่ติดสิ่งอบายมุข รักครอบครัวและเป็นพลเมืองดี แต่สิ่งที่แปลกก็คือเรื่องการแต่งงานของเขากลับไม่มีข่าวเลย
เคย มีเพื่อนหลายคนช่วยแนะนำให้เขา ได้พบและคบกับหญิงสาวเมื่อคบกันสักพักก็เลิกราไป หรือตัวเขาเองก็เคยรู้จักเพื่อนหญิงมาบ้าง แต่ก็เช่นเดียวกัน มีแต่ออกดอก ไม่เห็นกลายเป็นผลสักที
วันหนึ่งจูเจ๋อจึงไปหาหมอดู
หมอดูได้เอาเส้นด้ายสีแดงเส้นหนึ่งให้เขาผูกไว้ บอกว่าเป็นด้ายแห่งการมีคู่ครอง ให้ติดตัวไว้ ครึ่งปีจะเห็นผล
หมอดูคิดเงินจูเจ๋อ 1000 หยวน เวลาผ่านไปครึ่งปีให้หลังก็ยังไม่เห็นมีผลอะไรเกิดขึ้นอย่างที่จูเอ๋อรอ
จูเจ๋อจึงไปหาหมอดูอีกครั้ง หมอดูก็บอกว่า เส้นด้ายที่ให้ไปคราวก่อนนั้นให้ผิดไป เป็นด้ายเส้นเดียว ต้องเป็นเส้นคู่จึงจะถูกต้อง
จูเจ๋อจึงต้องจ่ายให้ไปอีก 1000 หยวน
หมอดูจึงบอกว่า
“ไม่ถูกต้องๆ ถ้าจ่าย 1000 หยวนก็เป็นเลขคี่นะสิ”
จู เจ๋อจึงจ่ายให้สองพัน หมอดูก็ยังบอกว่าไม่ถูกต้อง ถ้าต้องการให้ได้พลังมากพอ ต้องให้ 6000 หยวน เพราะว่าหกก็คือได้ มีความหมายแบบนี้จึงจะพอ
จูเจ๋อจึงจำยอมให้ไปด้วยความจำใจ แต่ก็ยังนึกเสียดายเงินอยู่ในใจ
พออีกครึ่งปีผ่านไป จูเจ๋อก็กลับไปหาหมอดู แต่ว่าสำนักหมอดูได้ย้ายไปแล้ว
วันหนึ่งจูเจ๋อได้ไปที่ร้านขายหนังสือ เห็นหนังสือของอาตมาคือ ชื่อเรื่อง ‘คุยเรื่องเทพทำนายโดยกลไกวิญญาณ’ เขาก็มาหาอาตมา เขาบอกว่าตอนนี้เขาไม่เชื่อหมอดูอีกแล้ว แต่เขาถูกใจในข้อความของคุยเรื่องเทพทำนายโดยกลไกวิญญาณ ซึ่งดึงดูดความสนใจของเขาได้อย่างลึกซึ้ง
***********************************************
คืนก่อนที่จูเจ๋อจะมาหาอาตมาที่บ้าน อาตมากำลังนั่งอยู่หน้ามณฑล(โต๊ะหมู่บูชา) อยู่พอดี ก็มองเห็นมีหญิงสาวคนหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าอาตมา มีลักษณะเป็นผู้หญิงที่ไว้ผมทรงรวบผมไปข้างหลังคล้ายหางม้า อายุประมาณ 24-25 ปี หน้าตาเธอสะสวย อาตมาเห็นแล้วก็นึกแปลกใจมาก ไม่รู้ว่าทำไมมีภาพลักษณ์แบบนี้ ทันใดนั้นก็แว่วเสียงกระซิบจากกุมารเทพว่า
นาคาหงษารวมเป็นคู่
ปีนี้จะได้ร่วมเข้าหอ
พรุ่งนี้คนแซ่จูจะมาถาม
เป็นเรื่องยินดีแต่ไร้บุญ
กุมารเทพบอกว่า
“ขอท่านอาจารย์จงรีบวาดภาพของหญิงสาว เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน”
อาตมาจึงรีบเอากระดาษและปากกา มาวาดภาพหญิงสาวลงไปอย่างรวดเร็ว
นอกจากการรวบผมทรงหางม้าเป็นสัญลักษณ์แล้ว จุดเด่นของหญิงสาวคือดวงตาทั้งสองข้างของเธอดูกลมโต สดใสเป็นประกาย
วันต่อมา จูเจ๋อก็มาหาอาตมาอีก แต่ยังไม่ทันที่จูเจ๋อจะได้เอ่ยปาก อาตมาก็ยื่นภาพวาดให้เขา อาตมาบอกว่า
“หญิงสาวคนนี้คือภรรยาของท่าน”
จูเจ๋อแปลกใจมากเมื่อเห็นภาพที่อาตมายื่นให้นิ่งอึ้งจนบอกไม่ถูก
“มีเรื่องอย่างนี้ด้วยหรือครับ”
“มี”
“ท่านอาจารย์ไม่ได้หลอกผมนะครับ”
“อาตมาจะวาดภาพมาหลอกท่านแบบนี้มันก็เป็นเรื่องไร้สาระเกินไปแล้ว”
อาตมาบอกจูเจ๋อว่า ภรรยาในอนาคตของเขาก็คือคนในภาพวาด และต้องได้แต่งงานในปีนี้แน่นอน แต่อาตมาขอสงวนคำว่า “เรื่องยินดีแต่ไร้บุญวาสนา” เพราะประโยคนี้ไม่สามารถพูดออกมาได้ เพราะอาตมาคิดว่า เมื่อมาถามการแต่งงานก็ตอบเรื่องแต่งงานก็พอแล้ว และตอบว่าเมื่อไรก็น่าจะพอ
ส่วนจะมีลูกหรือไม่มีอาตมา รับประกันไม่ได้ และเรื่องรับรองว่าผัวเมียจะไม่ทะเลาะวิวาทกันก็คงรับรองไม่ได้ ผัวเมียจะนอกใจกันหรือไม่ ผัวเมียจะหย่าร้างกันหรือไม่ ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องของคนสองคน
จูเจ๋อจึงเพียงแต่มาถามว่าเมื่อไรเขาจะได้แต่งงาน อาตมาจึงบอกเขาเพียงเท่าที่เขาต้องการ จูเจ๋อจึงจากไปอย่างดีอกดีใจ
*****************************************************
ตอนที่จูเจ๋อได้ออกจากบ้านอาตมาไป ขากลับเขานั่งรถโดยสารคันใหญ่ พอรถจอดรับคน เขาได้ยินเสียงขณะประตูรถเปิดก็มีเสียงหัวเราะดังใกล้เข้ามาขึ้นทุกที เมื่อเขาหันไปดูก็พบว่ามีผู้หญิงสามคนขึ้นมาบนรถ คนหนึ่งอายุประมาณ 50 กว่า อีกคนประมาณ 40 กว่า และอีกคนอายุประมาณ 20 กว่า
จูเจ๋อสังเกตเห็นผู้หญิงที่ไว้ผมทรงหางม้า ตาโตชัดเจน เรือนร่างอรชร หน้าตาคิ้วคางดูมีเสน่ห์ ปากสีแดง เธอยิ้มกับจูเจ๋อ แล้วมานั่งที่ว่างติดกับจู่เจ๋อ ซึ่งมันเป็นเรื่องบังเอิญจนบอกไม่ถูกจริงๆ จนจูเจ๋อเกือบจะเป็นลม
จูเจ๋อจึงรีบหยิบเอาภาพที่อาตมาวาดนั้นออกมาดู
ผู้หญิงข้างๆ พอเห็นก็ถามว่า
“วาดได้สวยดีนะ หญิงคนนี้เป็นใครล่ะ”
จูเจ๋อบอกว่า
“ก็คุณนั่นแหละ”
“พูดบ้าๆ ไหนๆ ขอฉันดูหน่อยซิ”
ผู้หญิงทำหน้าสงสัย
“ทำไมเหมือนกันอย่างนี้ล่ะ บอกฉันได้ไหม ว่ามันเป็นเรื่องอะไรกันแน่ ใครวาดมันหรือ มันช่างแปลกจริงๆ นะ”
จูเจ๋อจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟังอย่างไม่ปิดบัง พอเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง ผู้หญิงคนนี้ก็ยังไม่ค่อยเชื่อ แต่ภาพวาดนี้ก็เป็นหลักฐานที่ดี เป็นไปไม่ได้ เพราะหลังจากที่เธอขึ้นรถ จะวาดเสร็จตอนที่เห็นเธอเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ และก็ไม่มีทางที่จะรู้และรอว่าเธอจะมานั่งรถคันนี้ และก็ไม่น่าบังเอิญได้มานั่งติดกันขนาดนี้ด้วยอีกเช่นกัน สิ่งเหล่านี้จึงล้วนเป็นเรื่องที่ยากจะอธิบาย
เมื่อสองคนต่างมองตากัน ต่างก็ยิ้มให้แก่กัน
หญิงสาวคนนั้นเป็นคนใจกว้าง
จูเจ๋อคุยกับเธออย่างสนุกสนาน คล้ายกับว่าเป็นเพื่อนที่รู้จักมาแต่เก่าก่อน ทั้งสอง ต่างให้ชื่อแซ่ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของกันและกัน และจูเจ๋อก็ได้รู้ว่าเธอชื่อ หลิวเฟย ทำงานที่บริษัทเดินอากาศแห่งหนึ่ง เป็นพนักงานประจำภาคพื้นดิน
วันเวลาในช่วงนี้ ชีวิตของจูเจ๋อจึงดูสวยงามเหมือนภาพวาดและบทกลอน
สายตาของเธอเหมือนมือคู่หนึ่ง
ลูบคลำไปๆ มาๆ
ลูบคลำตัวอบอุ่นของเรา
วันเวลาไม่เคยลึกซึ้งขนาดนั้นตลอดมา
เขาไม่สามารถเป็นตัวของตัวเอง
เนื่องเพราะว่าหัวใจถูกเธอโจมตีแตกสลาย
ต่อไปนี้ สิ่งทั้งปวงที่จดจำได้ล้วนล้มหมด
ทางเดินของอนาคต
หวังจะเดินเคียงคู่พร้อมกันไป
สิ่งที่แปลกคือ คนตาโตอย่างหลิวเฟย ทรงผมที่เธอชอบที่สุดก็คือ ผมทรงหางม้าคือการรวบผมอย่างเรียบร้อยไปข้างหลัง สามารถสะบัดไป สะบัดมาได้
จูเจ๋อมาบอกอาตมาอย่างเจาะจงเกี่ยวกับความรักครั้งนี้ เพราะเขาคิดว่ามันน่าพิศวงเหลือเกิน และพวกเขาตกลงว่าปลายปีก็จะแต่งงานกัน ขอให้อาตมาประทานพรต่อการแต่งงานครั้งนี้ด้วย
อาตมาฟังแล้ว ย่อมดีใจด้วย แต่นึกถึงคำว่า “มันคือปิติแต่ไม่ใช่บุญวาสนา” ในใจก็เศร้า อาตมาฟังอย่างเงียบๆ ฟังแล้วไม่อยากแสดงอารมณ์อะไร อาตมารู้จริงๆ ว่า การมองเห็นใต้มโนวิญญาณนั้นมันเป็นเรื่องจริง ผู้หญิงหลิวเฟยคนนี้ ได้ปรากฏในคลื่นรัศมีจริงๆ และสะบัดผมทรงหางม้าไปมาตลอด
ดวง ตากลมโต สองข้างของเธอ ทำให้อาตมาจำได้แม่น ความรู้สึกของอาตมาตอนที่นั่งพัก จะชอบขยายออกไปสี่ด้านแปดทิศ ฉะนั้นอาตมาได้ยินโศลกบทนั้นแล้ว โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย อาตมาจะบรรยายว่าต้องยินดีกับจูเจ๋อหรือว่าเศร้าสลดแทนจูเจ๋อกันแน่ เพราะอาตมารู้ดีว่ามันต้องเกิดขึ้นจริงๆ
ในที่สุดจูเจ๋อกับหลิวเฟยก็แต่งงานกัน
อาตมาคิดว่าจะใช้พลังธรรมของตนไปประทานพรให้พวกเขามีชีวิตสมรสที่สมบูรณ์ ตอนนั้นอาตมาอยู่ในมณฑลที่บ้าน รินน้ำถวายดอกไม้ จัดของถวายบูชามากมาย ใช้แปดรัตนะร้อยรส ทำพิธีบวงสรวง อาตมาใช้วันที่ 15 เดือน 10 ของจันทรคติ เป็นวันที่เทพอุทกแก้ภัย อาตมาถือธูปทางจิตและตะเกียงอย่างเคร่งครัดปฏิบัติธรรมอย่างวิริยะ ท่องพระสูตร ‘ยิอิมจิง’
พระสูตรคาถานี้สามารถทำให้ ‘หยิน’ และ ‘หยาง’ ผสมผสานกัน เลือดและช่องลมปราณจะทะลุปรุโปร่ง หมุนเวียนไปมา ไม่ติดขัดจะสามารถสื่อกับลมปราณของฟ้าดินได้และสิ่งโสโครกชั่วร้ายก็จะจากไป เมื่อหยินและหยางเข้ากันได้ โรคภัยก็จะไม่เกิด เมื่อนอก-ในว่างเปล่า ภูตผีปีศาจจะถูกชำระหมดสิ้น
นี่เป็นธรรมพิธีชุดใหญ่ ที่อาตมาใช้มาโปรดกู้พวกเขาทั้งสอง
แล้วทำไมอาตมาต้องใช้วันที่ 15 เดือน 10 วันของเทพอุทก ทำไมไม่ใช้วันที่ 15 เดือนหนึ่ง ซึ่งเป็นวันของเทพเทียนกวน (เทพแห่งฟ้า) หรือวันที่ 15 เดือน 7 วันของเทพปฐพี เพราะว่าวันเทพแห่งฟ้าและเทพดินมันผ่านไปแล้วนั่นเอง
พอท่องพระสูตร ‘ยิอิมจิง’ ถึงครั้งที่ 6 ครั้งที่ 7 ก็จะสมบูรณ์
เมื่อไฟดับลง ขณะที่อาตมากำลังคิดจะจุดไฟใหม่
จู่ๆ ก็เห็นวิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่ง ติดอยู่ในโลกแห่งน้ำ ลำบากจนพูดไม่ออก ภาพที่เห็นมันน่าเวทนามาก ร้อยพันกัปกัลป์ ลอยขึ้นและจมลงในทะเลแห่งความทุกข์ ทั้งวันคืน อาศัยก้อนน้ำแข็ง ลอยไปอย่างไม่แน่นอน ไม่มีทางหลุดพ้น วิญญาณเร่ร่อนนั้นก็ได้มาร้องทุกข์กับอาตมา และวิญญาณเร่ร่อนตนนี้คือ หลิวเฟย นั่นเอง
พอรู้ว่าคนที่ทำร้ายเธอก็คือจูเจ๋อ อาตมาก็ตกใจมาก ซึ่งหมายความว่า ในอดีตชาติ จูเจ๋อได้เคยทำร้ายหลิวเฟยจนตาย และนี่คือผลจากการที่อาตมาสวดพระสูตรยิอิมจิงถึงครั้งที่ 6 จนได้รู้เห็นภาพนี้ในชั่วขณะหนึ่ง
อาตมาไม่สามารถสวดครั้งที่ 7 ต่อไป เพราะอาตมารู้ดีว่า ‘บาปหนานั้นย่อมชำระยาก’
ในอดีตชาติ จูเจ๋อกับหลิวเฟยเคยเป็นสามีภรรยากัน ต่อมาจูเจ๋อร่ำรวยและได้รู้จักกับผู้หญิงคนอื่น จนอยากแต่งงานใหม่
วันหนึ่งเมื่อนั่งเรือผ่านคลองๆหนึ่ง จูเจ๋อเกิดใจดำขึ้นมาจึงผลักหลิวเฟยตกน้ำตาย แล้วแกล้งบอกใครๆว่าเธอพลาดตกน้ำตายไปเอง
***************************************************
พอกลับมาชาตินี้หลังจากแต่งงานแล้ว 3 เดือน หลิวเฟยก็ได้มีอาการแปลกๆ บางทีก็หัวเราะเสียงดัง บางทีก็ร้องไห้เสียยกใหญ่ บางทีนั่งเหม่อลอย พูดกับตัวเองว่าจะฆ่าตัวตาย
หลิวเฟยบอกว่า เพื่อนร่วมงานจะทำร้ายเธอ จึงลาออกจากงาน และก็พูดว่าเพื่อนบ้านจะทำร้ายเธอจึงต้องย้ายบ้าน
หลิวเฟยบอกว่า เพื่อนๆจะทำร้ายเธอ จึงตัดขาดจากเพื่อนๆ แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น ซ้ำร้ายกลับยิ่งแย่ลงไปอีก
เธอนอนไม่หลับ และไม่กินอะไรเลย
หุงข้าวหม้อหนึ่งอย่างดี แต่เอาไปเททิ้งกลางถนน
เอาเครื่องเพชร เครื่องประดับ ไข่มุก เงินทอง เททิ้งเป็นขยะให้รถเก็บขยะเก็บไปหมด
เสื้อผ้า เครื่องเรือน แค่เพียงดูแล้วไม่สบอารมณ์ ก็โยนทิ้งไปหมด
จูเจ๋อจึงปรึกษากับหมอ พอหมอตรวจแล้วก็วิเคราะห์ว่าหลิวเฟยเป็นโรคประสาทแตกแยก แต่ถึงกระนั้นพอรักษาแล้วจ่ายเงินค่ารักษาค่ายาไปมากมาย หลิวเฟยก็ยังไม่ดีขึ้น
จูเจ๋อจึงไปถามเทพ (ผ่านคนทรงเจ้า) คนทรงเจ้าก็บอกว่าเจอดีกับภูตผี ให้แก้ด้วยการเซ่นไหว้ก็แล้ว ธรรมพิธีก็ทำแล้ว แต่ก็ยังเหมือนเดิมไม่มีท่าทีจะดีขึ้น
จูเจ๋อจึงพาหลิวเฟยไปหาหมอจีน หมอจีนก็วิเคราะห์ว่าเธอเป็นโรคเส้นประสาทอ่อนกำลัง บอกว่าเธอคงทำงานเหนื่อยเกินไป ทำให้นอนไม่หลับ การย่อยอาหารของกระเพาะไม่ดี จิตใจอ่อนไหว ทำให้รู้สึกเป็นห่วงทั้งวัน และมีความคิดที่จะคิดสั้น หมอจีนจึงให้ยาจือเหอซือ หลงกู๋ หมูหลี้ เซอะเจียะหมิน จูหมู ผงเขากวาง ซึ่งเป็นยาระงับประสาท
ทั้งหมอจีน หมอฝรั่ง คนทรงเจ้า จูเจ๋อได้พาหลิวเฟยหาไปจนทั่วหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ผลทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันอาการของหลิวเฟยกลับยิ่งรุนแรงขึ้น เวลานอนที่ใต้เตียงนอนก็เก็บมีดเอาไว้
อยู่ๆ ก็เอาออกมาจะฟันจูเจ๋อ ดีว่าจูเจ๋อตาดีมือไว จึงแย่งมีดไว้ได้
“ทำไมต้องฟันผมล่ะ”
“ก็เธอทำร้ายฉันจนตายนี่”
“เธอบ้าแล้ว”
“ฉันก็บ้าอยู่แล้ว ฮ่า ฮ่า ฮ่า” หลิวเฟยหัวเราะเสียงดัง
ต่อมาอีกวันหนึ่ง หลิวเฟยเอากรรไกร มาตัดเสื้อผ้าของจูเจ๋อ ตัดจนหมดเกลี้ยง และเสื้อผ้าของตัวเองก็ตัดขาดตัดเสียจนหมดเช่นกัน
กระทั่งหลิวเฟยถึงขนาดแก้ผ้าล่อนจ้อน วิ่งไปตามถนนซอกตรอกซอกซอยและจุดไฟเผาบ้านของตัวเองอีกด้วย
*****************************************************
สุดท้ายจูเจ๋อจึงมาหาอาตมาเพื่อขอความช่วยเหลือ
อาตมาก็บอกว่า
“อาตมาเองก็จนปัญญา”
“ในเมื่อท่านมีมหาพลังธรรม ทำไมถึงบอกว่าจนปัญญาล่ะครับ”
“อาตมาจนปัญญาจริงๆ”
“ได้ข่าวว่าท่านอาจารย์มีแผ่นยันต์ ‘อักษรสั้น’ สามารถรักษาคนวิกลจริต เคยรักษาจนหายเป็นจำนวนร้อยจำนวนพัน มันเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ทำไมกับหลิวเฟยจึงไม่มีปัญญาจะรักษาละครับ”
“เรื่องนี้มัน...................”
“ก็การแต่งงานของผมกับหลิวเฟย ท่านอาจารย์ก็นับว่าเป็นพ่อสื่อใหญ่นะ งานแต่งงานที่ท่านทำนายนั้นทั้งแม่นทั้งศักดิ์สิทธิ์ ทำไมจะช่วยพวกเราอีกสักครั้งไม่ได้หรือ ผมกับหลิวเฟย สมบัติก็หมดไปแล้ว ตอนนี้ก็รู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังมาก ถ้าเป็นอย่างนี้อีกต่อไป ตัวผมก็คงจะต้องบ้าไปอีกคน ฟ้าเอ๋ยทำไมทำกับผมได้ ผมคุกเข่าขอท่านอาจารย์โปรดช่วยผมเถิดนะครับ”
แล้วจูเจ๋อก็คุกเข่าลงจริงๆ
อาตมาเงยหน้าต่อฟ้า อุทานยาวๆ ว่า
“ก็ในเมื่อเป็นศัตรูในชาติปางก่อน จะทำอย่างไรดีล่ะ”
แล้วอาตมาเล่าเรื่องทั้งหมดให้จูเจ๋อฟัง เมื่อจูเจ๋อฟังแล้ว มือเท้าก็อ่อนไปหมด ตัวสั่นเหมือนวิญญาณจะออกจากร่าง รู้สึกว่าร่างกายเหมือนไม่ใช่ของตนและกลับบ้านไปอย่างเศร้าใจ
ต่อมา ได้ข่าวว่า จูเจ๋อใช้เงินทองจนหมดเกลี้ยง ตัวเองถูกลงโทษจากผลกรรมจนเหนื่อยกายเหนื่อยใจ สุดท้ายเป็นโรคมะเร็งในตับตายไปในที่สุด
ส่วนหลิวเฟยก็เข้าไปรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลยิหลี่ (โรงพยาบาลรักษาโรคประสาท) ตลอดกาล
















