เนื้อหาบางส่วนจากวรรณกรรม "การเปิดเผยมหาสังสารวัฎ"

การตอบแทนจากวิญญาณ

‘ลุผิง’เป็นข้าราชการทหารที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ หลังจากเกษียณก็นับว่ามีชีวิตลำบากมาก เขาพักอยู่ในบ้านที่สร้างโดยผิดกฎหมาย (ชุมชนแออัด) หลังคามุงด้วยสังกะสีเก่าๆ ไม่มีภรรยาและไม่มีลูก แต่เป็นคนใจบุญมีเมตตา นิสัยร่าเริงรักอิสระ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ทุกครั้งที่ได้ข้าวสารถังหนึ่งก็จะแบ่งเป็นสองส่วน โดยส่วนหนึ่งจะนำไปช่วยเหลือคนที่ยากจนกว่าอยู่เสมอ

ต่อมา ลุผิงป่วยหนัก รู้สึกเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว เพื่อนสนิททั้งหลายต่างมาดูแลเขา หลังจากลุผิงหายป่วยแล้วไม่นานนักก็มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นกับตัวเขา
ในงานวันเกิด เพื่อนของเขาคนหนึ่งชื่อ ‘หลิวจิน’ พรรคพวกเพื่อนฝูงเก่าๆได้มาเลี้ยงฉลองให้โดยเลี้ยงอาหารโต๊ะหนึ่ง ในขณะที่อยู่ระหว่างการนั่งดื่มเหล้า เหล้าก็หมดลง
หลิวจินรู้สึกเสียใจจึงขอโทษ เพราะตัวเองนั้นจนไม่มีเงิน ด้วยเหตุนี้จึงมีคนออกความเห็นว่า ทุกคนควรช่วยกันออกเงินซื้อเหล้า แต่ลุผิงก็บอกว่า
“ไม่ต้องเป็นห่วง ประมาณอีกสิบนาที ก็จะมีเหล้าดื่มแล้ว”
แต่ทุกคนหาได้สนใจคำพูดของลุผิง
หลังจากนั้นสิบนาทีให้หลัง ผู้บังคับการกองร้อยของหลิวก็ได้นำเหล้า “เซ้าซิน” มาครึ่งโหล เพื่อมาอวยพรวันเกิด
ทุกคนจึงรู้สึกแปลกใจมาก เพราะลุผิงกับผู้บังคับการกองร้อยของหลิวนั้นไม่รู้จักกันเลย ทำไมลุผิงถึงรู้ว่าเขาจะมา ทำไมรู้ว่าจะเอาเหล้ามาด้วย และทำไมรู้ว่าอีกสิบนาทีจะมาถึงล่ะ
ทุกคนก็พากันถามลุผิง ลุผิงก็บอกว่า
“ผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่องอะไรกันแน่”
มีอีกครั้งหนึ่ง ได้ผู้หญิงข้างบ้านปวดหัว ร้องโหยหวนทั้งวัน คนในครอบครัวซื้อยามาให้กินก็ยังไม่ได้ผล พาไปหาหมอมาตรวจก็ยังไร้ผล ทุกคนในครอบครัวล้วนจนปัญญา
แต่ลุผิงกลับยิ้มๆ แล้วบอกว่า
“ไม่ต้องรักษาหรอก ถึงตอนเที่ยงของวันนี้ ก็จะหายดีเอง”
ตอนนั้นไม่มีใครสนใจคำพูดของเขาเลยสักคนเดียว
แต่พอถึงเที่ยงวัน อาการปวดหัวของหยิงสาวคนนั้นก็หายดีเป็นปลิดทิ้ง
ทุกคนถามลุผิงว่ารู้ได้อย่างไร
ลุผิงก็ตอบว่า “ไม่รู้สิ ตัวผมเองก็รู้สึกแปลกนะ”
ทุกวันตอนเช้า ลุผิงจะไปดื่มน้ำเต้าหู้ที่แผงขายน้ำเต้าหู้ เขาจะกิน “หมั่นโถว” ลูกหนึ่ง และแผงขายน้ำเต้าหู้เจ้านั้นก็เป็นเพื่อนกันกับเขา
แต่วันนั้นลุผิงไปสาย เพื่อนคนก็บอกว่า
“น้ำเต้าหู้ขายหมด เห็นแต่ก้นหม้อ ขอโทษทีนะเพื่อน”
ลุผิงก็บอกว่า
“ผมเห็นในตู้ยังมีอีกชามนะ”
“ในตู้ของโต๊ะเนี่ยนะจะมีน้ำเต้าหู้” เพื่อนถามกลับเพราะไม่เชื่อ แต่พอเปิดออกมา มีชามน้ำเต้าหู้จริงๆ ด้วย
เรื่องนี้ทำให้เพื่อนงงมาก เพราะที่แท้ภรรยาของเพื่อนได้ตักไว้หนึ่งชามเพื่อให้ลูกกินแล้วไปโรงเรียน แต่ลูกไม่ได้กินจึงเหลืออยู่หนึ่งชามนั่นเอง ซึ่งความจริงแล้วตู้ที่อยู่ใต้โต๊ะ ลุผิงเองก็ไม่น่ามองเห็น แต่นี่ลุผิงกลับรู้ได้อย่างไร
ลุผิงนั้นเป็นคนที่ไม่ติดอบายมุขอื่น เพียงแต่ชอบดื่มเหล้านิดหน่อย ผู้หมวดเก่าคนหนึ่งที่รู้จักกันมานานก็ชอบมาชวนเขาไปดื่มตอนกลางคืนอยู่ บ่อยๆ
ลุผิงก็บอกว่า
“ผมรบกวนบ่อยๆ แบบนี้ ผมนั้นไม่มีอะไรตอบแทนเลยครับ”
“เราเป็นเพื่อนร่วมงานเป็นพี่น้องกัน ทำไมต้องพูดเหมือนเกรงใจล่ะ”
ลุผิงบอกว่า
“แต่วันนี้ถึงเวลาที่ผมจะตอบแทนท่านบ้างล่ะ” “ตอบแทนอย่างไรหรือ” ผู้หมวดสงสัย
“ผมเห็นว่าภายใน 3 วันนี้ บ้านคุณจะมีโจรเข้ามาขโมยสิ่งของ กลับไปถึงบ้านขอให้เอาของประดับสิ่งของมีค่าและเงินทองย้ายไปไว้ที่อื่นเสีย ถ้าทำแบบนี้ก็ย่อมจะหลีกเลี่ยงความเสียหาย นี่คือสิ่งที่ผมจะตอบแทนท่านได้ครับ”
ผู้หมวดหัวเราะเสียงดัง
“ลุผิงเมาแล้วนะ”
แต่ลุผิงก็พูดอย่างจริงจังว่า
“ผมไม่ได้เมา ผมพูดความจริง ขอให้ท่านอย่าประมาท”
สุดท้ายผู้หมวดก็ทำตามที่ลุผิงแนะนำ ด้วยการนำเครื่องประดับเงินทองไปฝากไว้ที่บ้านญาติ เพราะผู้หมวดก็เคยได้ข่าวว่า ลุผิงนั้นเหมือนมีญาณรู้ล่วงหน้าได้
ตอนนั้นบ้านของผู้หมวดได้มีการป้องกันโจรอย่างเข้มงวดในตอนกลางคืน แต่ผู้หมวดก็ไม่ได้มีการระมัดระวังคิดไม่ถึงว่าหัวขโมยนั้นตจะมากลางวัน โดยฉวยโอกาสที่ผู้หมวดไปเป็น ร.ป.ภ. ที่กองทหาร และภรรยาไปตลาดซื้อกับข้าว เด็กๆไปโรงเรียนเข้าไปขโมยของ
หัวขโมยได้มากัน4 คน โดยทำทีขับรถทำเป็นจะย้ายบ้าน แต่ได้ขนของในบ้านผู้หมวดไป เช่น เครื่องเรือนเก่าและโทรทัศน์ แต่ก็ยังดีว่าเสียหายไม่มาก
เรื่องที่ลุผิงมีญาณรู้เห็นอนาคตล่วงหน้าจึงกลายเป็นข่าวกระจายออกไปอย่าง รวดเร็ว ไม่เพียงว่าเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่รู้เรื่อง คนที่อยู่ไกลก็รู้หมด
ลุผิงสามารถชี้ขาดว่าการป่วยไข้ของผู้ป่วยจะหายดีหรือไม่ ไม่นานนักที่ลุผิงได้เพียงอาศัยความสามารถของตนแบบนี้ คนจำนวนมากก็เรียกเขาว่า ‘เทวดาแซ่ลุ’

*****************************************************

ความสามารถพิเศษของลุผิงหรือญาณที่เขามีนั้นไม่ได้ทำได้เพียงเท่านี้ อย่างเวลาที่ลุผิงเล่นไพ่นกกระจอกกับเพื่อน เมื่อในใจเขาคิดจะต้องการไพ่ตัวไหน ไพ่ตัวนั้นก็จะมาแบบไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และเป็นแบบนี้หลายๆครั้ง คล้ายว่าตัวไพ่ต้องฟังเขาสั่ง ถ้าเขาอยากจะชนะก็จะชนะ ถ้าเขาต้องการแพ้ก็จะแพ้
ลุผิงเป็นคนดีมาก เขาจะทำให้ตัวแพ้ด้วยตัวเองบางครั้ง เพราะมิฉะนั้นจะไม่มีใครยอมมาเล่นกับเขาเลย
ครั้งหนึ่งลุผิงไปที่ว่าราชการตำบลเพื่อทำเอกสารบางอย่าง คนที่รับทำเอกสารต้องการให้เขานำข้อมูลเอกสารมาอีก
พอข้อมูลเขาพร้อมแล้ว ผู้รับทำเอกสารก็บอกให้เขาเอาข้อมูลของเขาจากจีนแผ่นดินใหญ่มายังไต้หวัน เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้เกิดจากการย้ายบ้านหลายครั้ง และเขาได้ทำหายไปนานแล้ว
ลุผิงจึงไปหาที่กองทหารเก่าที่ตนสังกัด จึงได้ถ่ายเอกสารออกมาชุดหนึ่ง แต่สุดท้ายผู้รับเรื่องก็บอกว่าดวงตราที่ประทับไม่ถูกต้อง
ลุผิงจึงโมโหแล้วพูดว่า
“ข้าราชการที่รังแกชาวบ้านอย่างนี้ ข้าขอให้มันเกิดเป็นชันนะตุ”
วันต่อมาข้าราชการคนนั้นก็เกิดมีชันตุขึ้นอยู่หัวเต็มไปหมด และรู้สึกคันจนร้องเสียงดัง
ลุผิงเห็นใจเขา จึงบอกว่า
“ให้เขาหายดีเถอะ”
และพอข้ามวันข้าราชการคนนั้นก็หายดี
นอกจากนี้แม้แต่สภาพดินฟ้าอากาศลุผิงก็สามารถรู้ล่วงหน้า อย่างเช่นถ้ากรมอุตินิยมบอกว่า พรุ่งนี้ฝนจะตก แต่ลุผิงบอกว่า พรุ่งนี้ฝนไม่ตก อากาศดีแจ่มใส ทุกคนก็จะตั้งตาคอยดูว่าจริงหรือไม่
พอวันรุ่งขึ้น แม้แต่เมฆก็ไม่มี
จึงมีเสียงลือกันว่า เทวดาแซ่ลุนั้นสามารถเอาชนะได้แม้กระทั่งกรมอุตุนิยมกันเลยทีเดียว
ลุผิงไม่ได้ขึ้นป้ายเป็นหมอดู ตัวเขาบอกอยู่เสมอว่าบ้านของเขาไม่ใช่สำนักดูดวงเทวดาคนแซ่ลุ แต่ทุกวันก็จะมีคนมาหาเขาอยู่เสมอ ค่อยๆ มากขึ้น จนชื่อเสียงก็ค่อยโด่งดัง แพร่กระจายไปทั้งหมู่บ้านตำบล รวมถึงคนที่อยู่ห่างไกลก็ต่างได้ยินกิตติศัพท์และพากันมาหาลุผิง

อาตมาอยากบอกว่า เดิมทีลุผิงนั้นเป็นข้าราชการทหารแก่ๆ คนหนึ่ง ตัวเขาไม่ได้นับถือศาสนาใดๆ ไม่ได้ไปโบสถ์ฝรั่งและก็ไม่ได้ไหว้พระ ไม่ใช่คนที่เชื่อถือเทพหรือเจ้า แม้แต่การไหว้ทั่วไปก็ไม่เคยจะปฏิบัติ และเขาเองก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับการบำเพ็ญนั่งสมาธิ แต่เขากลับมีพลังที่น่าพิศวง สามารถหยั่งรู้หรือสั่งได้ตามใจนึก
พลังแบบนี้มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะมี…
ลุผิงเพียงแต่อาศัยความรู้สึก ขอเพียงมองก็รู้ว่าคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่ และสามารถนำเอาเรื่องที่คนๆ นั้นคิดอยู่ในสมองออกมาเล่าได้หมด จนดูคล้ายจะเป็นภูมิภพอิทธิฤทธิ์อย่าง ‘เจโตปริยญาณ’ (การหยั่งรู้ใจผู้อื่น)
ลุผิงไม่เคยฝึกฝนวิชานี้ และไม่ได้นำจิตรวมตัวที่จุดใดจุดหนึ่ง ไม่ได้นั่งสมาธิ ไม่ได้เข้าฌาน แต่ก็มีความสามารถที่เหมือนมี ‘เจโตปริยญาณ’ คล้ายว่าทุกสิ่งมันมาหาเขาอย่างตรงไปตรงมา เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งอีกต่อไป แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองนั้นรู้ไปหมด และสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน ล้วนเข้าใจชัดเจน แม้กระทั่งกับคนแปลกหน้านั้นเขาก็สามารถพูดคุยและทักได้อย่างแม่นยำ
วันหนึ่งได้มีแขกคนหนึ่งบอกลุผิงว่า
“ท่านต้องไปหาอาจารย์หลูเซิ่งเยี่ยน”
“หลูเซิ่งเยี่ยนเป็นใครหรือ”
“ท่านอาจารย์มีความสามารถเหมือนท่านนั่นแหละ”
“โอ้…มันเป็นเรื่องที่แปลกมากเลยนะ ที่แท้บนโลกนี้ยังมีคนที่เหมือนผมที่ชื่อหลูเซิ่งเยี่ยนอยู่เหรอเนี่ย แต่ผมไม่คิดที่จะไปพบเขาหรอก”
“ทำไมละครับ”

“ก็ให้เขามาหาผมดีกว่านะสิ” แล้วลุผิงก็หัวเราะเสียงดังแขกคนนั้นก็พูดว่า
“ท่านลุผิงผู้มีวิชารู้ใจ อ่านใจผู้อื่น รู้เรื่องความคิดผู้อื่น ทำไมถึงไม่ไปหาท่านอาจารย์หลูเซิ่งเยี่ยน บอกไปว่าในใจท่านอาจารย์คิดอะไรอยู่ให้ท่านตกใจเล่น รับรองว่าท่านอาจารย์คงจะยอมแพ้ท่านแน่ๆ ถ้าเป็นแบบนี้มันจะไม่สนุกหรืออย่างไรละครับ”

“ก็ดีน่าสนใจ”

************************************************************

สุดท้ายลุผิงหรือที่คนอื่นเรียกว่าเทวดาคนแซ่ลุก็มานั่งอยู่ต่อหน้าอาตมา
ลุผิงมองหน้าอาตมา ในขณะที่อาตมานั้นได้ทำตัวตามสบาย
ที่แท้แม้ว่าอาตมาจะนั่งทำตัวตามสบาย แต่ก็แอบนำความคิดยกขึ้นเบาๆ โดยให้มโนวิญญาณปล่อยให้ว่างไว้สักครู่หนึ่ง สามารถทำได้โดยนำลมปราณกลุ่มหนึ่งจากปลายกระดูกสันหลัง ขึ้นมาตามกระดูกสันหลังมาเข้าที่สมองแล้วกลายเป็นรัศมีที่มีชีวิตชีวา เข้าสู่นภากาศ
ก่อนอื่นอาตมาขออธิบายให้เข้าใจกันก่อนว่าศาสนาพุทธนั้นมี ‘18 สุญญตา’ คือ สุญญตาภายใน สุญญตาภายนอก สุญญตาทั้งภายในภายนอก สุญตาแห่งสุญญตา มหาสุญญตา ปรมัตถสุญญตา สังขตธรรมสุญญตา อสังขตธรรมสุญญตา สุญญตาถึงที่สุด สุญญตาไร้ที่เริ่มต้น สุญญตาฟุ้งซ่านหรือกระจาย สุญญตาธาตุ สุญญตามูลธาตุ สูญญตาสรรพสิ่ง สุญญตาจับต้องไม่ได้ อธรรมาสุญญตา (อภาวะสูญญตา) ภาวะสุญญตา สุญญตาทั้งอภวะ-ภวะ

ที่อาตมาเข้าไปนั้นคือ “สุญญตาสรรพสถาน” ซึ่งเป็นสรรพสถาน แต่สรรพสถานก็นับเป็นสุญญตา (ว่างเปล่า) จนหมดสิ้น และนี่คือ สมาธิสุญญตา (สุญญตาสมาธิ)
เมื่อลุผิงมองอาตมานานๆ บนหน้าผากเขาก็ค่อยๆ มีเหงื่อซึมออกมา หน้าแดง แล้วสั่นหัว
ผู้ติดตามก็ถามเขาว่า
“ท่านมองเห็นอะไรในตัวท่านอาจารย์หลูเซิ่งเยี่ยนบ้าง”
ลุผิงได้แต่เงยหน้ามองฟ้าแล้วพูดว่า
“นี่เป็นครั้งแรกที่ผมไม่สามารถมองเห็นอะไรเลย ผมแพ้แล้ว ท่านอาจารย์หลูเซิ่งเยี่ยนนับเป็นยอดคนสุดยอดในใต้หล้าเลยนะครับ”
“มิบังอาจ มิบังอาจ” อาตมาพูด
ผู้ติดตามก็ถามว่า
“แล้วทำไมท่านไม่ให้ท่านอาจารย์หลูเซิ่งเยี่ยนดูให้ท่านบ้างล่ะ”
ลุผิงก็พยักหน้าแสดงความต้องการ
อาตมาก็หัวเราะ บอกว่า
“ไม่ต้องดู เพราะรู้หมดแล้ว”
“รู้เรื่องอะไรครับ”
“รู้ว่าทำไมท่านเปลี่ยนจากลุผิงมากลายเป็นเทวดาคนแซ่ลุอย่างที่ชาวบ้านเขาเรียกกันนะสิ”
ลุผิงก็พยักหน้าว่า
“ใช่ครับมันเป็นเรื่องที่ผมต้องการรู้ครับ”
“ขอให้คนอื่นออกไปก่อนไหม”
“ไม่จำเป็นหรอกครับ ทั้งชีวิตผมไม่เคยทำเรื่องชั่ว เรื่องแบบนี้ไม่ถึงกับเป็นความลับที่เปิดเผยไม่ได้หรอกครับ”
ลุผิงใจนั้นถือเป็นคนใจกว้าง
อาตมาจึงบอกว่าครั้งหนึ่ง ลุผิงได้ไปเยี่ยมเพื่อน แล้วเดินผ่านสุสานของเขา ‘จงซินหลิ่ง’ ในสุสานนั้นมีหลุมฝังศพใหม่ซึ่งฝังมาไม่นาน
ลุผิงสังเกตเห็นหลุมฝังศพใหม่ ที่แท้มีมุมหนึ่ง ได้ถูกดินกลบไปจนยุบ เกิดหลุมใหญ่ และดูเหมือนมีมือข้างหนึ่งยื่นออกมานอกหลุมนั้น คนทั่วไปเมื่อเห็นแล้วส่วนมากจะรีบเดินจากไป ยิ่งคนที่ขี้ตกใจก็จะกลัวมาก
แต่ลุผิงไม่เหมือนคนอื่น ลุผิงเข้ารับราชการเป็นทหารตั้งแต่วัยหนุ่ม เคยออกรบศึกเหนือเสือใต้ผ่านสนามรบมามากมายเขาจึงไม่กลัว ขณะเดียวกันกลับคิดว่าถ้าปล่อยให้มือโผล่ออกมาอย่างนี้ นานเข้าจะทำให้หมาจรจัดมารบกวน ก็จะทำให้คนตายไม่สงบสุข
ลุผิงจิตใจดีงามจึงเอามือของตนดันมือของศพเข้าไปในดินและไปหาเครื่องมือเก่าที่สุสาน มาขุดดินใหม่ ถมหลุมให้มีผืนดินเสมอกัน
เขาทำคนเดียว อากาศก็ร้อน จนเหงื่อไหลเต็มหลัง พอทำเสร็จเขาก็หายใจยาวๆ แล้วไปเยี่ยมเพื่อนต่อ ไม่ได้พูดให้ใครฟัง ไม่ได้เอาเรื่องนี้มาไว้ในใจ พอกลับถึงบ้านไม่นานก็ป่วยไข้
แล้วลุผิงก็กลายเป็น ‘เทวดาคนแซ่ลุ’ อย่างที่ชาวบ้านเรียกขานกัน ลุผิงฟังแล้วก็ตกใจมาก
“ที่แท้คือ ‘หยินเหริน’ ท่านนี้ทำให้ผมมีความรู้สึกทางทิพย์” (หยินเหริน คือ มนุษย์ปรโลกหรือวิญญาณ)
“ถูกต้องแล้ว”
“นี่ถือเป็นการตอบแทนหรือครับ”
“ใช่”
ลุผิงเห็นอาตมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นของสี่ปีก่อน และไม่ได้พูดผิดแม้แต่น้อยก็รู้สึกสะเทือนใจพอสมควร
ลุผิงถามว่า
“แล้วอย่างท่านอาจารย์ล่ะ เกิดจากอะไรเหรอครับ”

“อาตมาก็มีเรื่องที่มีประสบการณ์แปลกเช่นกัน เริ่มตั้งแต่ศาลเจ้ายิหวังกงมา และการเดินทางบำเพ็ญธรรม และได้มีวิญญาณอริยเจ้ามากมายมาชี้แนะสั่งสอน มันเป็นพลังปณิธานของชาติปางก่อน เพราะอาตมานั้นมีหน้าที่ต้องโปรดกู้สรรพสัตว์”
“แล้วผมควรจะไปทางไหนดีครับ” ลุผิงถามอาตมา
“ตามที่เราทราบ วิญญาณบนร่างของท่านตั้งใจจะตอบแทนบุญคุณ ทำให้ท่านได้พลังทิพย์ นี่คือเหตุปัจจัยรวมตัวกัน เป็นเรื่องหายาก แต่เหตุปัจจัยรวมตัวแบบนี้ก็ย่อมมีวันที่จะผ่านพ้นไป ต่อไปอีก 3 ปีวิญญาณจะไปเกิดใหม่ ในวัฏฏสงสาร ก็หมายความว่าอีก 3 ปีพลังทิพย์ของท่านจะสูญหมด จะกลับมาเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเลยเหมือนแต่ก่อน”
“แล้วผมควรทำอย่างไรดีครับ” เพราะลุผิงนั้นคิดว่าอยากเป็นเทวดาคนแซ่ลุเหมือนเดิม
“ท่านต้องบำเพ็ญธรรม บำเพ็ญมิเจี้ยว จากเทพธรรมบาลได้มาซึ่งทิพยจรรโลงใจ”
“แล้วจะไปหาเรียนได้ที่ไหนครับ”
คนติตตามก็บอกว่า
“ไกลก็ริมฟ้า ใกล้ก็ติดตา ถือสรณาคมน์ แล้วเรียนมิเจี้ยว”
ผู้ติดตามของลุผิงกระซิบที่ข้างหูของลุผิง
ลุผิงจึงบอกว่า “งั้นขอให้ผมกลับไปคิดดูก่อนครับ”
เมื่อลุผิงกลับไปแล้ว อาตมาก็ไม่เคยได้ข่าวของเขา ต่อมาก็ได้ยินว่า ลุผิงนั้นต้องการถือสรณาคมน์ เรียนมิเจี้ยว แต่ผู้ติดตามและผู้รับใช้ห้ามไว้
โดยผู้ติดตามนั้นได้บอกว่า
“ท่านเป็นเทวดา จะไปถือหลูเซิ่งเยี่ยนเป็นสรณะได้อย่างไร มันไม่ดูเป็นการต่ำต้อยกว่าหรือครับ”
“นี่ก็...”
“อีกอย่างในวงการศาสนาพุทธก็ไม่ยอมรับหลูเซิ่งเยี่ยน คิดว่าเขาเป็นพวกนอกรีตเป็นมารชั่ว ท่านไปถือเขาเป็นที่สรณะ จะไม่กลายเป็นลูกหลานมารหรือ”
“แล้วเราควรทำไงดีล่ะ”
“ในเมื่อท่านนั้นรู้ทุกอย่าง ทำไมถึงไม่ถามตัวเองล่ะครับ”
เมื่อลุผิงลองถามอนาคตของตัวกับตัวเอง ก็พบว่าเหมือนหลงอยู่ในควันหมอก เวลาถามเรื่องคนอื่นมันแม่นมาก แต่พอถามเรื่องของตัวเองกลับไม่เห็นมีคำตอบที่แน่นอน ตัวเขาเองรู้สึกว่าพลังทิพย์ที่มีนั้นเริ่มอ่อนลงมากไม่ราบรื่น มีคำตอบหลายคำตอบ อันนี้ก็ได้ อันโน้นก็ได้ รู้สึกว่าถามแล้วเหมือนถามเปล่า เขากลุ้มใจมากจนไม่รู้จะทำอย่างไรดี
ลุผิงหมดกำลังใจจนพูดออกมาว่า
“ข้าจนปัญญา”
“อย่าไปสนใจครับ” ผู้ติดตามบอก “ก็ไม่ต้องไปทำสรณาคมน์ปฏิบัติธรรมแล้ว”
ด้วยเหตุนี้ ลุผิงจึงเป็น เทวดาคนแซ่ลุ ต่อไป แต่ก็ยังทำนายได้แม่นมากเหมือนเดิม

3 ปีต่อมา อาตมาได้ข่าวว่าคนที่ไปหาเขาเริ่มน้อยลงแล้ว เพราะลุผิงไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์เหมือนแต่ก่อน ไม่ได้น่าพิศวงเหมือนก่อน ความแม่นยำเริ่มหมดไป จนมีเสียงเล่าลือว่า
“ดูเหมือนว่าใช้วิธีเดาเอา”
บางคนก็บอกว่า
“ตามคำพูดของผู้ถาม” (ภาษาไต้หวันว่า ซุยเว่ยบ้วย)
บางคนบอกว่า
“พูดส่งเดช พูดซี้ซั้ว”
บางคนบอกว่า
“ไม่แม่นแม้แต่น้อย”
บอกว่าจะได้ลูกชาย สุดท้ายได้ลูกสาว บอกว่าจะกำไรมาก สุดท้ายล้มละลาย บอกว่าโรคจะหายอย่างเร็ว สุดท้ายไม่จริง คนเข้าไปในสำนักพิธีศพ บอกว่าได้รับเลือกเป็นกรรมการสภานิติบัญญัติ ผลคือตกรอบ บรรดาคำทำนายของลุผิง ล้วนกลับหัวกลับหางเปลี่ยนเป็นตรงกันข้ามแทบทั้งสิ้น
ลุผิงเองย่อมไม่ต้องการเป็นอย่างนั้น อารมณ์และสภาพจิตใจกังวล คล้ายว่าถ้าถามอะไรก็จะไม่แม่น พลังทิพย์สมัยก่อนของเขาดูเหมือนได้หมดสิ้นไปแล้ว ไม่ราบรื่นเหมือนแต่ก่อน มีแต่ความแห้งแล้งแม้จะมีแขกนั่งอยู่ต่อหน้าเขา ก็ไม่สามารถตั้งใจดูปัญหา รู้สึกว่าตัวเองทั้งเพลียทั้งเหนื่อยล้า
สุดท้ายก็ไม่มีใครสนใจให้ความนับถือเขา
ส่วนตัวเขาเองก็รู้สึกว่า ความสามารถของตนได้หายไปแล้ว
แม้ว่าลุผิงจะพยายามจนสุดความสามารถ ก็ไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนแต่ก่อนได้ ไม่เพียงไม่สามารถสื่อสารได้ตามที่คาดหมาย ยังมีแต่จะทำให้เรื่องนั้นกลับตาลปัตร การที่ลุผิงนั้นพยากรณ์หลายครั้งแบบล้มเหลว ก็ทำให้คนหมดความเชื่อถือในตัว ‘เทวดาคนแซ่ลุ’ ในที่สุด แม้เวลาผ่านไปอีกสักพักใหญ่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงดีขึ้นเลย
ด้วยเหตุนี้ลุผิงจึงนึกถึงเรื่องที่อาตมาเคยเตือนเขา แล้วในที่สุดลุผิงจึงได้เชื่อคำพูดของอาตมา
เพราะตอนนั้นอาตมาบอกว่า 3 ปี ก็คือ 3 ปี

*****************************************************************

วันหนึ่งลุผิงได้แอบมาหาอาตมา เดิมทีเขาค้นคว้า ‘จื่อเหวยโต่วสู้’ (ตำราโหรศาสตร์ช่วยดูดวงชะตาคน)
ลุผิงได้ถามอาตมาว่า
“ท่านอาจารย์ครับทำอย่างไรจึงจะเรียกวิญญาณที่แต่ก่อนคอยช่วยเหลือชี้แนะผม ให้กลับคืนมาได้ครับ”
อาตมาก็ตอบว่า
“เป็นไปไม่ได้ ในเมื่อเขาตอบแทนบุญคุณท่านหมดแล้ว ตอนนี้ก็เข้าไปสู่วงเวียนของวัฎฎสงสาร จะออกมาไม่ได้ ทางเดียวที่จะเรียกพลังทิพย์กลับคืนมา คือท่านต้องบำเพ็ญมิเจี้ยว”
“การบำเพ็ญมิเจี้ยวจะเรียกพลังทิพย์กลับคืนมาได้หรือครับ”
“ไม่เพียงเรียกพลังทิพย์กลับคืนมา แต่ยังมีความสำเร็จยิ่งใหญ่ 8 อย่างอีกด้วย สามารถล่องหน ไม่เกิดไม่ตาย แบ่งกายหลายภาค เหิรฟ้าแบบอิทธิบาท นิรมิต ล่องหนดำดิน ชำระโรคภัยไข้เจ็บ ไปจุติยังวิสุทธิภูมิอื่นๆ ได้”
“แล้วต้องบำเพ็ญอย่างไรครับ”
“ศาสนาแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน มีทั้ง ‘เซินฉี่ซื่อตี้’ ขันลำดับเริ่มต้น กับ ‘หยวนหมั่นชี่ตี้’ขั้นลำดับสมบูรณ์ ก็คือโลกิยธรรมและโลกุตรธรรม โลกิยธรรมจะพูดว่าเป็นมรรคแห่งทุนสัมภาระกับมรรคแห่งประโยคะปฏิปทา (บำเพ็ญธรรมเบื้องต้น) มันต้องเกิดจิตศรัทธา อาศัยโพธิจิตกับประกอบด้วยศีลสมายา ปฏิบัติตามหลักธรรม”
“ต้องใช้เวลานานขนาดไหนครับ”
“แต่ละคนมีรากฐานต่างกัน 3 ปี 5 ปี 10 ปี จนถึงทั้งชีวิต”
“นานอย่างนั้นเลยหรือครับ” ลุผิงหมดกำลังใจ
เมื่อลุผิงจากไปแล้ว อาตมาได้ข่าวว่า ลุผิงไปที่สุสาน ‘จงซินหลิ่ง’ บ่อยๆ ไปหาความบกพร่องของแต่ละหลุมฝังศพ ถ้ามีจุดบกพร่อง เขาก็จะรีบซ่อมแซม และแล้วก็จินตนาการว่า พลังทิพย์ของตนกลับมาอีก
แต่การทำแบบนี้กลับยิ่งทำให้เขาเหนื่อยล้าเพราะไม่มีการสื่อสารใดๆ กับดวงวิญญาณเลย
สุดท้ายเขาผิดหวังมาก จึงไม่ไปที่สุสานแล้ว นี่คือตามคำพังเพยที่ว่า ‘ตั้งใจปลูกดอกไม้ดอกไม่สำเร็จ ไม่ตั้งใจปักกิ่งหลิว ต้นหลิวก็เจริญเป็นต้นใหญ่’
ลุผิงเป็นเทวดาคนแซ่ลุได้ประมาณ 7 ปี
สาเหตุเพราะวิญญาณที่มาตอบแทนบุญคุณ หมดเหตุปัจจัยไปเกิดใหม่แล้ว แต่ลุผิงไม่มีบุญปัจจัยที่มาบำเพ็ญมิเจี้ยว
อาตมาถือว่าช่างเป็นเรื่อง…ที่น่าเสียดายจริงๆ

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่


รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช