
เนื้อหาบางส่วนจากวรรณกรรม "การเปิดเผยมหาสังสารวัฎ"
สำรวจภายในบ้านด้วยวิชาล่องหน
สมัยก่อนพระอาจารย์เหลี่ยวหมิง (นักพรตชิงเจิน) เคยสอนวิชา ‘ลิ่นเจียะถันฝะ’ (วิชาบัญชาพลทหารฟ้าแบบลิ่วเจียะถันของศาสนาเต๋า) ให้แก่อาตมา วิชานี้เป็นวิชาลับเฉพาะของนักพรตศาสนาเต๋าของประเทศจีน เป็นวิชาที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ถ้าบำเพ็ญโยคะจนสื่อสัมพันธ์กันแล้ว ก็จะสามารถบงการบัญชาให้ขุนพล พลทหารสวรรค์กับเทพยดาในห้าทิศทางไปทำงานให้แก่ตนได้
วิชาลิ่วเจียะถันฝะที่ว่านั้นมีธรรมพิธีดังต่อไปนี้
อริยเจ้าองค์ประธานคือ ‘ซินแสซันซานจิ๋วโหว’ มณฑลทางซ้ายมือให้ตั้งบูชาเทพขุนพลติงเม้า ชื่อเหรินเกา , เทพขุนพลติงฮ้าย ชื่อเหรินเหอ , เทพขุนพลติงจื๋อ ชื่อเหรินจื้อ, เทพขุนพลติงอิว ชื่อเหรินซิว , เทพขุนพลติงโฉว ชื่อเหรินกุ้ย , เทพขุนพลติงเหว่อ ชื่อเหรินโจ้ว ทั้งหมดนี้คือเทพขุนพลแห่งหกติง
มณฑลทางขวามือให้ตั้งบูชา เทพขุนพลเจียะจือ ชื่อชิงกุง , เทพขุนพลเจียะโมว ชื่อหลินฉี , เทพขุนพลเจียะเซิง ชื่อจงฉวน , เทพขุนพลเจียะอู่ ชื่อเหวินชิง , เทพขุนพลเจียะเสิน ชื่อเอื้องชาง , เทพขุนพลเจียะอุ้ง ชื่อจื่อสั่น ทั้งหมดนี้คือเทพขุนพลแห่งหกเจียะ
ธรรมอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมคือ กระถางธูป , เตาต้มยำ , เทียนไข , กระดิ่ง , ชิ้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่าแล้ว
หลังจากนั้นการเริ่มบำเพ็ญธรรมให้เลือกวัน ‘ติงเจียะ’ โดยมีสิ่งของที่บูชาคือ ผลไม้ห้าอย่าง อาหารเจหกอย่าง น้ำชา สุรา ดอกไม้ และ ธูปหอม
ต่อจากนั้นให้ทำมุทรา (ลักษณะของมือ) โดยมือซ้ายทำมุทราฟ้าผ่า มือขวาทำมุทราดาบ ส่วนคาถาคือเทพคาถาของขุนพลหกติงหกเจียะ ในส่วนของเท้าต้องเหยียบตามตำราของเต๋า รหัสสำคัญคือ คุมจิตมีสมาธิสงบ โดยในใจไม่คิดอะไรเพ่งนึกให้เทพขุนพลหกติงหกเจียะมาประทับที่หน้ามณฑล
ขณะเชิญและจะส่งเทพขุนพล ต้องวางชิ้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่า ลงบนโต๊ะ แล้วคำนับแบบคุกเข่า 3 ครั้งและก้มหัว 9 ครั้ง
อนึ่งอัญเชิญเทพขุนพลต้องเผาแผ่นยันต์หกเจียะกับแผ่นยันต์หกติงด้วย
ในส่วนของนักพรตทางเต๋ากับทางศาสนาพุทธ เวลาจะบำเพ็ญธรรมต้องชำระร่างกายให้สะอาด เรียกว่าต้องชำระกาย วาจา ใจให้สะอาดจนหมดจด ต้องจุดธูป สั่นกระดิ่ง ซึ่งในทางมารยาทต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน อย่าได้บกพร่อง มิฉะนั้นเทพขุนพลจะไม่ลงมาประทับ
การบำเพ็ญธรรมให้ทำกลางวัน 1 ครั้ง และกลางคืนอีก 1 ครั้ง จนรู้สึกว่าเทพขุนพลสื่อสัมพันธ์แล้วจึงหยุด และหากเป็นผู้ที่มีวิชาแก่กล้าจะสามารถมองเห็นเทพขุนพลหกติงหกเจียะมายืน อยู่หน้ามณฑล ซึ่งจะมาพร้อมกับแสนยานุภาพของเหล่ากำลังพลทหารของสวรรค์
การบำเพ็ญธรรมนี้เมื่อสำเร็จแล้ว จะช่วยปกป้องผู้บำเพ็ญธรรมตลอด และปกป้องมณฑลลิ่วเจียะไปด้วยพร้อมกัน ขณะเดียวกันก็สามารถบัญชาสั่งการให้ไปปฏิบัติภาระกิจตามที่ต้องการได้
ผู้ที่ได้เคล็ดลับวิชานี้และบำเพ็ญจนถึงโยคะแล้ว สิ่งสำคัญคือห้ามทำผิดต่อจิตจริยธรรม และทำสิ่งที่ทำร้ายผู้อื่น ห้ามฝ่าฝืนศีลธรรมโดยเด็ดขาด
ในส่วนตัวแล้วอาตมาคิดว่าการบำเพ็ญธรรมชุดนี้ มีรหัสสำคัญ 3 ประการคือ
- ตั้งใจบริสุทธิ์
- พิธีกรรมต้องทำให้ถูกต้อง
- เจตจำนงต้องรวมเป็นเอกภาพ (เป็นหนึ่งเดียวในการตั้งสติ) ทั้ง 3 ประการนี้สามารถทำได้แล้วก็จะโยคะ (สื่อสัมพันธ์กัน) ได้
************************************************
พอทำโยคะกับธรรมพิธีหกติงหกเจียะแล้ว การใช้วิชาล่องหนเข้าบ้าน ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะอันว่า ‘วิชาล่องหน’ นั้น ถือเป็นพลังอย่างหนึ่ง ที่ทำให้ผู้บำเพ็ญธรรมสามารถรู้เรื่องต่างๆ ของบ้านนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก
ที่จริงการใช้วิชาล่องหนนั้น แค่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านก็จะรู้เรื่องทั้งใหญ่และเล็กของบ้านนั้นได้ทันที โดยมีสาเหตุอยู่ 2 ข้อคือ
ข้อที่ 1 เทพขุนพลหกติงหกเจียะ ได้มาพร้อมกับผู้บำเพ็ญธรรม แล้วเทพขุนพลก็บอกเรื่องในบ้านให้แก่ผู้บำเพ็ญธรรมรู้
ข้อที่ 2 เมื่อเทพขุนพลหกติงหกเจียะตามมาพร้อมผู้บำเพ็ญ ก็จะนำเทพประจำบ้านหรือเทพเจ้าที่ ให้มารายงานเรื่องต่างๆ ของบ้านนั้นให้ทราบ
แต่ไม่ว่าจะรู้เรื่องด้วยวิธีไหนก็ตาม ผู้บำเพ็ญจะมีความรู้สึกที่ไวมาก พอเข้าประตูก็จะรู้เรื่องต่างๆ ของบ้านทันที และนี่ก็คือวิชาล่องหนที่แค่ยืนอยู่ตรงประตูบ้านก็จะล่วงรู้เรื่องราวภายใน บ้านทุกอย่างอย่างแท้จริง
อนึ่งเมื่อผู้บำเพ็ญฝึกฝนการเข้าสมาธิ สามารถหายใจเข้าออกอย่างเป็นระเบียบ จนจิตเพ่งคำนึงและปล่อยวาง มีสติเจตจำนงรวมเป็นหนึ่งเดียว จนสามารถคุมสติได้นานๆ บางครั้งรู้สึกว่าตนเองกับสิ่งแวดล้อมขาดการติดต่อกัน ทั้งตัวเหมือนลอยอยู่บนอากาศ คล้ายดั่งว่ารู้สึกเหมือนร่างกายไม่อยู่แล้ว
ถ้าอยู่ในสภาวะเข้าฌานแบบนี้ ก็ถือว่าง่ายต่อการรับรู้ข่าวสารจากมิติชั้นสูง ถ้าเป็นธรรมพิธีที่ถูกต้อง (หรือทำตามสัทธรรม) ก็จะไม่มีการรู้สึกไม่สบายเลย
ถ้าผู้บำเพ็ญปฏิบัติได้ถึงขั้นนี้แล้ว พอไปยังบ้านผู้ใดก็จะสามารถรู้สึกถึงพลังสนามแม่เหล็กของบ้านนั้น เรียกว่ารู้ว่าเป็นหยินหรือหยาง มีพลังสูงหรือต่ำ เป็นบ้านที่เจริญหรือเสื่อมทราม เป็นบ้านที่ดีหรือชั่ว และถ้าสามารถรู้เรื่องได้ขนาดนี้ก็ถือว่ามี ‘วิชาล่องหนที่สามารถสำรวจภายในบ้าน’ แล้ว
สำหรับเรื่องราวประสบการณ์แบบนี้ ก็เคยเกิดขึ้นกับตัวอาตมาและอาตมาเองก็ไม่ได้มุสาวาจา เพราะว่าคนที่เคยใช้เวลาในการฝึกฝนครุ่นคิดนั่งสมาธิมากพอสมควรก็จะมี ประสบการณ์แบบนี้เป็นเรื่องปกติ แม้ว่ามันอาจไม่ใช่ประสบการณ์ของคนส่วนน้อยก็ตาม หรือเรียกอีกอย่างว่าอาจเป็นความรู้สึกที่พิเศษ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ‘สัมผัสที่หก’ นั่นเอง
************************************************
มีอยู่ครั้งหนึ่งอาตมาถูกเชิญให้ไปตรวจดูฮวงจุ้ยของบ้านหลังหนึ่ง เจ้าของบ้านชื่อ ‘หลินปิง’ เป็นคนใจกว้างใจสปอร์ตและมีเพื่อนมาก อาตมาในตอนนั้นยังเป็นฆราวาสอยู่ ตอนที่ไปก็ถูกภรรยาของเขาเชิญไปเพื่อดูฮวงจุ้ย
พอเข้าไปในห้องโถงใหญ่หลินปิงกำลังเลี้ยงรับรองแขกอยู่ มีแขกประมาณ 50 คน และเขาได้จัดโต๊ะไว้รับรอง 5 โต๊ะ พออาตมามองไปก็รู้ว่าที่แท้นายกเทศมนตรีมาอยู่ด้วย ส่วนคนอื่นนั้นถ้าไม่ใช่ข้าราชการผู้ใหญ่ ก็คือพ่อค้าใหญ่มหาเศรษฐีแทบทั้งสิ้น และทั้งเจ้าบ้านกับแขกที่รับเชิญต่างก็คุยกันอย่างสนุกสนาน
อาตมาพอเห็นแบบนี้ก็รู้สึกว่ามาผิดเวลากำลังคิดจะหันหลังกลับ แต่ภรรยาของหลินปิงก็ได้แนะนำอาตมาให้หลินปิงได้รู้จัก
ตอนนั้นหลินปิงกำลังคุยกับนายกเทศมนตรีอยู่เลยไม่ได้สนใจอาตมา เรียกว่าแม้หน้าก็ไม่ได้เงยขึ้นมามอง กลับทำท่าปัดมือบอกว่า
“คนดูฮวงจุ้ยหรือไปๆ ยังไงก็ให้ซองสีแดงใหญ่หน่อยก็แล้วกัน”
พอหลินปิงพูดจบ ทุกคนก็หัวเราะเสียงดัง
อาตมายืนฟังอยู่ก็รู้สึกเขินอายมากไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี
แล้วก็ได้ยินมีคนพูดว่า
“หลินปิงเป็นมหาเศรษฐีแล้ว สั่งน้ำ น้ำก็แข็งตัว พูดอะไรก็สั่งได้ แล้วยังจะดูฮวงจุ้ยอีกทำไมละ”
“หรือว่าหลินปิงยังหวังจะเข้าเลือกตั้งในส่วนกลางอย่างนั้นหรือ”
อีกคนพูดว่า
“หลูเซิ่งเยี่ยนนี่เป็นผู้วิเศษที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากนะ เขาเป็นคนเก็บตัว เวลาจะเชิญเขามาก็ยากมาก คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะมาบ้านของหลินปิงในวันนี้”
แขกทั้งหลายในงานต่างก็พูดกันไปต่างๆ นานา
หลินปิงจึงบอกว่า
“ผมไม่เชื่อเรื่องฮวงจุ้ยหรอก แต่ว่าภรรยาผมเขางมงาย คิดดูสิหมอฮวงจุ้ยเห็นบ้านก็ให้ลื้อ เห็นสุสานก็ให้ย้าย มันก็วิชาชุดเดียวกันนั่นแหละ หลูเซิ่งเยี่ยนท่านว่าใช่หรือไม่ครับ”
อาตมายืนนิ่งจะตอบว่าถูกก็ไม่ควร เพราะตัวอาตมาเองก็ไม่ใช่คนประเภทนี้ แต่ครั้นจะตอบว่าไม่ใช่ ก็ไม่ควรอีก เพราะอาตมาไม่คิดที่จะเถียงกับเจ้าของบ้าน อาตมาจึงตัดสินใจเงียบ
หลินปิงจึงโบกมือแล้วบอกอาตมาอีกว่า
“ไปๆ ไปดูตามที่ต่างๆ ก็แล้วกัน”
ภรรยาหลินปิงจึงนำอาตมาออกจากห้องโถงใหญ่ อาตมาจึงถือเครื่องวัดฮวงจุ้ย ไปตรวจดูจนทั่วทุกห้อง
เล่ามาถึงตอนนี้ อาตมาอยากอธิบายให้ฟังว่า ทำไมอาตมาจึงไปช่วยดูฮวงจุ้ยในบ้านของหลินปิง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอาตมามีลูกศิษย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นภรรยาประธานกรรมการโรงแรมใหญ่แห่งหนึ่ง ตัวเขานั้นคุ้นเคยกับภรรยาหลินปิงจึงมีการแนะนำต่อกันมาอีกทีหนึ่งนั่นเอง
อันตัวภรรยาหลินปิงเองนั้นก็มีบุญสัมพันธ์กับศาสนาพุทธ ถือเป็นทานบดีใหญ่ท่านหนึ่ง เวลาเชื้อเชิญอาตมาก็เชื้อเชิญอย่างนอบน้อมให้อาตมาไปช่วยตรวจดูฮวงจุ้ยของ บ้านพักให้ แต่อาตมาเองก็ไม่เคยนึกเลยว่าตัวหลินปิงเองนั้นจะดูถูกและไม่สนใจฮวงจุ้ยถึง ขนาดนี้
เมื่ออาตมาตรวจดูบ้านพักเสร็จแล้ว บ้านหลังนี้ของหลินปิงก็ทำให้อาตมาอดชื่นชมและอุทานออกมาไม่ได้ เพราะว่าตกแต่งอย่างอลังการถ้าไม่ใช่ทองก็คือหยก แม้แต่ต้นไม้ต้นหญ้าก็มีการจัดอย่างสมบูรณ์แบบ
ตอนอาตมาขอตัวกลับ ภรรยาหลินปิงได้ให้อั่งเปาซองใหญ่ ซองหนึ่งแก่อาตมา แต่อาตมาก็ปฏิเสธ
“ท่านอาจารย์โกรธพวกเราหรือเปล่าคะ ฉันขอโทษแทนเขาด้วยนะคะท่านอาจารย์”
“อาตมาไม่ได้โกรธ”
“ถ้าไม่โกรธก็ต้องรับไว้”
“ไม่ได้หรอก”
“เพราะเหตุใดหรือคะ”
อาตมาจึงบอกกับภรรยาหลินปิงว่า
“อาตมาขอพูดตรงๆ นะว่า หลินปิงตอนนี้ร่ำรวยมากในท้องถิ่นนี้ เป็นประธานกรรมการของบริษัทหลายแห่ง ได้เป็นนายกสมาคมองค์กรทางสังคม มีเงินมีทองมาก แต่ก็ต้องระวังเพราะเขาก็มีดวงที่จะมีโอกาสยากจนนะ”
“อะไรคือโอกาสที่ยากจนคะ”
“เขาจะยากจนถึงขั้นไม่มีที่ดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียวที่จะอยู่”
“ท่านอาจารย์แช่งเขาหรือ”
“อาตมาไม่ได้แช่งเขา แต่จะเป็นเช่นนี้จริงๆ”
ภรรยาหลินปิงถามต่อว่า
“ท่านอาจารย์แน่ใจเหรอคะ”
“อาตมามองออกว่า หลินปิงนั้นเป็นผียากจนกลับชาติมาเกิด”
ภรรยาหลินปิงได้ยินแบบนี้ก็หัวเราะออกมา เพราะตัวเธอนั้นไม่เชื่อเลย อาตมาพูดอีกว่า
“ตอนอาตมาถึงที่บ้าน ตรงหน้าประตูบ้านอาตมามองเห็นพวกผีทวงหนี้จำนวนมาก มาเข้าแถวยืนอยู่หน้าบ้าน พวกผีทวงหนี้มากันอย่างดุเดือด สวมเสื้อผ้าขาดเป็นรู มองแล้วคงอีกไม่นานนักหลินปิงก็จะหมดตัว เอาละ…อาตมาพูดแต่ความจริง ยังไงก็อยากให้เชื่อ มิฉะนั้นต่อไปอาจจนไม่มีอะไรเหลือเลย”
“จริงหรือคะ”
อาตมาพยักหน้า
แต่ภรรยาหลินปิงก็ยังจะมอบอั่งเปาซองใหญ่ให้อาตมา
แต่อาตมาก็โบกมือปฏิเสธบอกว่า
“คนจนไม่ต้องจ่าย”
แล้วอาตมาก็หันหลังเดินก้าวจากไป
ในตอนนั้นอาตมายอมรับว่า ตอนที่ไปถึงหน้าประตูใหญ่บ้านหลินปิง อาตมามีความรู้สึกแปลกๆ จึงมองไป พอตาจ้องมองไปเท่านั้น แล้วรูปเงาของ ‘สรรพสัตว์ปรโลก’ ก็ค่อยๆ ปรากฏชัดเจน เห็นเป็นกลุ่มผีทวงหนี้รวมตัวอยู่หน้าบ้านตระกูลหลิน มันพิสดารมากอย่างบอกไม่ถูก
อาตมามองเห็นจริงๆ เนื่องจากกลุ่มผีทวงหนี้ได้มารวมตัวกันอย่างผิดปกติ อาตมาจึงรู้ว่าดวงชะตาของหลินปิงกำลังจะตกต่ำอย่างแน่นอน เพราะเหตุว่าคนเราเวลาดวงดีนั้นเทพแห่งโชคลาภจะมาอยู่ใกล้ๆแต่พอดวงตก บรรดาผีทวงหนี้ก็จะมาหาทั้งหมด
ครั้งแรกที่อาตมามองหน้าหลินปิง ก็ได้สังเกตหน้าเขาก็คือจิตตั้งสติในจุดหนึ่ง อาตมารู้สึกรุนแรงว่าหลินปิงไม่ใช่หลินปิงที่แต่งตัวใส่สูทสดสวยอย่างที่ หลายคนมองเห็น แต่หลินปิงคือคนแปลกหน้า ใบหน้ารูปสามเหลี่ยม จมูกงอ คอตก จากคอถึงร่างกายและมือเท้ามีแต่ลักษณะตัวเล็กซูบผอม เสื้อผ้าที่สวมใส่ทั้งเก่าและขาด เหมือนเป็นคนขอทานจริงๆ จนถึงกับแสดงให้เห็นว่าเจ็บปวดในยามแก่ตัว เพราะว่าแท้จริงแล้วหลินปิงเป็นผียากจนกลับชาติมาเกิดเสียด้วย
แล้วมันเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไรล่ะ เพราะอาตมารู้สึกถึงสภาพอย่างนี้จริงๆ และก่อนหน้านี้อาตมาไม่มีมโนคติต่อหลินปิงแม้แต่น้อย ยิ่งพอได้เจอกันแล้วก็ไม่มีความรู้สึกหรืออารมณ์ใดๆไม่ดีต่อเขาเลย ฉะนั้นอาตมาจึงเชื่อว่าตัวอาตมานั้นก็คือมโนวิญญาณทั้งปวง
ตอนอยู่ในบ้านหลินปิง อาตมาได้ถามเทพเจ้าที่ว่า
“เขาเป็นเศรษฐี ทำไมถึงจะเป็นผียากจนด้วยล่ะ”
เทพเจ้าที่ตอบว่า
“เขาเป็นผียากจนจริงๆ”
“แต่เห็นชัดว่าเขาเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยนะ”
เทพเจ้าที่ก็ตอบอีกว่า
“ความร่ำรวยของเขาคือการช่วงชิงสมบัติจากพี่น้องของตน มันเป็นเพียงของชั่วคราว ในไม่ช้าจะสูญหายไปอย่างรวดเร็ว”
อาตมาฟังแล้ว ในใจรู้สึกสะดุ้งหวาดหวั่น
ผ่านไปไม่กี่วันเรื่องที่อาตมาไปดูฮวงจุ้ยบ้านพักของหลินปิง ก็เกิดเป็นเรื่องขึ้นมาเล็กน้อย เพราะพอตัวหลินปิงรู้ว่าอาตมาบอกว่าเขาคือผียากจนมาเกิด หลินปิงก็ได้ด่าทออาตมาว่า
“หลูเซิ่งเยี่ยนท่านนั่นแหละที่เป็นผียากจนมาเกิด พวกดูฮวงจุ้ยล้วนเป็นพวกนักข่มขู่ จุดมุ่งหมายก็คือต้องการให้เราแก้ดวงชะตาสะเดาะเคราะห์เพื่อให้ได้เงินก้อน ใหญ่ คราวหน้าถ้ากล้ามาหาอีก จะตีให้ตายเลยไอ้พวกที่ชอบพูดจาหลอกลวงชาวบ้านแบบนี้”
ทางด้านภรรยาหลินปิงก็เงียบไม่ได้พูดอะไร แต่ได้ไปเชิญหมอดูฮวงจุ้ยที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไต้หวันมาที่บ้าน อาตมาได้ข่าวว่าหลินปิงต้อนรับหมอดูฮวงจุ้ยคนนี้อย่างนอบน้อมมีมารยาทมาก ถึงขั้นเดินเป็นเพื่อนไปตรวจดูบ้านพัก หมอดูฮวงจุ้ยคนนั้นได้ตรวจดูวันเดือนปีเกิดของหลินปิง ลงความเห็นต่อตัวหลินปิงและบ้านตระกูลหลินดังนี้
ส่วนทางบ้านพักนั้น :
อัคคีมะเมียร่ำรวยมีชื่อเสียง ปีชวดภูเขาคุยเหมาะสมสุด
มังกรพยัคฆ์หนุนข้างมีน้ำล้อม ได้มีขุนนางอำมาตย์ไม่สงสัย ส่วนชุด
ดวงชะตาของหลินปิง :
คือคนมากมีบุญ สมบัติรวมตัว
เพียงเสียอย่างหนึ่ง ญาติมิตรไร้พึ่งคนในครอบครัวแตกแยก
แต่สิ่งที่อาตมาได้วิเคราะห์ไว้คือ
** ปีชวดปีมะแมทะลุกัน การค้ามีอุปสรรค
** ปีฉลูปีมะเมียทะลุกัน คดีความไม่มีหาง
** ปีฉลูปีมะแมเผชิญกัน พี่น้องทรยศกัน
** ปีเถาะปีระกาเผชิญกัน มีชู้ต้องหนีคดีความ
อาตมาก็ถูกหมอดูฮวงจุ้ยด่าด้วย
“หลูเซิ่งเยี่ยน ไอ้หนูที่พึ่งเรียนจบมา จะมาแสดงอำนาจต่อหน้าเราหรือ เขาเพียงแต่เป็นคนสื่อกับเทพได้เท่านั้น จะรู้เรื่องฮวงจุ้ยได้อย่างไร คนประเภทนี้กล้าออกมาท่องยุทธจักร ต่อไปย่อมอายุสั้นแน่ อย่าไปเชื่อเขาเป็นเพียงแค่หมอดูชั้นสามที่ต่ำต้อยออกมาหากินเท่านั้น”
หลังจากนั้นอาตมาก็ได้ข่าวว่า หลินปิงและภรรยา ได้รับรองหมอฮวงจุ้ยคนนั้นอย่างดี พาไปท่องเที่ยวที่สวนสาธารณะภาคใต้เป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์
หลังจากนั้นภรรยาหลินปิงก็ได้ตัดขาดการติดต่อกับอาตมา
เมื่อหลินปิงคบกับหมอดูฮวงจุ้ยคนนั้นแล้ว ไม่เพียงให้เขาตรวจดูฮวงจุ้ยของบ้านพัก แม้แต่ฮวงจุ้ยสุสานก็ให้เขาช่วยดูให้ด้วย จุดไหนที่ต้องแก้ไขก็แก้ไขจนหมด
พวกเขาจึงมีแต่เสียงด่าทออาตมาไม่ขาดสาย
************************************************
ประมาณ 3 ปีให้หลัง
อาตมาได้เจอหน้าเพื่อนคนหนึ่งของหลินปิง เพื่อนคนนี้ได้จับมืออาตมา แสดงถึงความร้อนใจ อาตมาเองก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร
“ท่านตรวจฮวงจุ้ยบ้านพักได้แม่นมากครับ”
“ว่าอย่างไรนะ”
“หลินปิงตายแล้วครับ”
“ทำไมหรือ” อาตมาตกใจ
“เกิดมีคดีติดต่อกัน แล้วโรคหัวใจก็กำเริบ”
“เรื่องมันเป็นยังไงกันแน่”
เพื่อนของหลินปิงก็บอกว่า
“หลินปิงนั้นทำการค้าหลายอย่าง และยิ่งค้าก็ยิ่งใหญ่โตขึ้น จึงไปกู้เงินมาจำนวนมาก สินค้าที่เขาลงทุนส่งออกไปต่างประเทศ อยู่ๆ ก็ถูกประเทศอื่นสั่งห้ามนำเข้า นับเป็นการถูกโจมตีที่หนักหน่วง จนโรงงานต้องหยุด สินค้าที่ผลิตเสร็จแล้วก็กองอยู่เต็มในโกดัง จะไปขายราคาต่ำก็ไม่มีใครเอา อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกโจมตีคือ โรงงานผลิตถุงมืออีกแห่งหนึ่ง นั้นผลิตสินค้าคุณภาพสินค้าไม่ดี ถูกพ่อค้าต่างประเทศส่งคืนสินค้า มีตู้สินค้าคอนเทนเนอร์มากมายถูกส่งคืนมา สร้างความเสียหายมากมาย โรงงานผลิตกระเบื้องปูพื้นอีกแห่งหนึ่งของเขาก็เจอพิษเศรษฐกิจตกต่ำ ขายไม่ออกเช่นเดียวกัน ส่วนแผนกรับเหมาก่อสร้างก็เจอภูเขาถล่ม ลูกน้องถูกฝังอยู่ใต้ดินหลายคน.......”
“ดวงไม่ดีจริงๆ ด้วย” อาตมาได้แต่อุทาน
เพื่อนของหลินปิงเล่าต่อว่า
“ธนาคารนั้นก็ดังที่คำพังเพยที่กล่าวไว้ว่า วันที่ฝนตกขอทวงสมบัติคืน ตัวหลินปิงเองก็เอาทรัพย์สินไปจำนำจำนองกู้เงินจนหมดสิ้น คดีความก็ติดตามมาอย่างต่อเนื่องด้วย และยังมีเรื่องที่แย่กว่าคือ…..”
“คือเรื่องอะไรหรือ”
“บ้านพักก็ถูกไฟไหม้หมด ตัวหลินปิงเองก็เกิดโรคหัวใจกำเริบตายในที่สุดครับ”
“แล้วเพื่อนเก่าของเขาล่ะ ในช่วงเวลาที่เขาตกอับ มีใครช่วยเหลือเขาไหม”
“เมื่อบ้านว่างเปล่าแขกก็ย่อมน้อยเป็นเรื่องธรรมดา เพื่อนเขาต่างคนต่างบินหนีไปเหมือนนกกระเรียนสีเหลืองแล้ว”
“แล้วภรรยาหลินปิงล่ะ”
เขาบอกว่า
“พวกเราที่เป็นเพื่อนสนิทหลินปิงหลายคนก็เห็นใจสภาพของหล่อน จึงได้ช่วยกันหาเงินให้จำนวนหนึ่ง ตอนนี้ภรรยาหลินปิงกำลังทำการค้าเล็กน้อย ขายของแบกะดินพวกของเด็กเล่นอยู่ที่ตลาดนัดโต้รุ่ง หนี้สินของหล่อนทั้งชาติก็ชำระไม่หมดหรอกครับ”
อาตมาฟังแล้ว ก็เศร้าใจไปด้วย
************************************************
หลังจากนั้นอาตมาได้ไปที่ตลาดโต้รุ่งไปยืนดูภรรยาหลินปิง ยืนมองอยู่ห่างๆ ไม่ได้เดินเข้าไปใกล้
อาตมายังจำภาพภรรยาหลินปิงในอดีต ตอนมากับภรรยาประธานกรรมการโรงแรมใหญ่มาพบที่บ้านอาตมาได้แม่นยำ เพราะซอยเล็กๆ ที่อาตมาอยู่นั้นทำให้รถยนต์หรูหราอย่างไคสเลอร์ ที่เป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศไม่สามารถขับเข้ามาในซอยได้ เมื่อรถยนต์คันนั้นมาถึงปากซอย คนทั้งซอยตื่นเต้นกันยกใหญ่ ต่างออกมาดูรถยนต์หรูคันนั้น
พอภรรยาประธานทั้งสองคนลงจากรถก็เห็นแต่แสงรัศมีของเพชรนิลจินดาแวววาว เสื้อผ้ามีสีสดใส ในมือถือร่ม จนทำให้ดูเหมือนว่าทั้งซอยดูสว่างไปหมด
คนทั้งซอยพอเห็นภรรยาประธานทั้งสองคนมาหาที่บ้านอาตมา ต่างก็งงและสงสัยไปหมด เพราะความจริงทั้งสองนั้นมีเรือนร่างสะสวยอรชร อาตมาจำได้ว่าตอนนั้นคนในซอยยังตามมามุงดูที่หน้าบ้านของอาตมาด้วย
เรียกว่าสถานที่พักของอาตมาสมัยนั้น ไม่สมกับฐานะของภรรยาประธานทั้งสองเลย ขนาดที่ว่าพออาตมายกเก้าอี้ให้พวกเขานั่ง ก็ยังกลัวว่าจะทำให้เสื้อผ้าของพวกเขาสกปรก
แต่ตอนนี้เครื่องประดับเงินทองหมดไปแล้ว เส้นผมก็ไม่ได้ดัด เสื้อผ้าก็ดูยับยู่ยี่สกปรก
เห็นคล้ายว่าตัวผอมจนทนลมแรงไม่ไหวในขณะที่เธอก้มตัวลงเพื่อเอาของเด็กเล่นออกมาขาย
พอเธอเงยหน้าขึ้นมา อาตมาเห็นหน้าเธอเหลืองซีด หน้าผากมีรอยย่นมาก ดวงตาไม่มีแววเลย แต่อาตมาก็ไม่ได้เดินไปทักเธอ เพราะคิดว่าถ้าเดินเข้าไปแล้ว อาจทำร้ายจิตใจของเธอก็เป็นได้
************************************************
ในที่นี้ อาตมาอยากจะขอกล่าวสักหน่อยว่าสำหรับคนที่มีจิตใจมุ่งก้าวหน้า หรือมีจิตใจใฝ่สูง ต้องไม่กลัวพบกับความยากจน กลัวแต่ว่าไม่รู้จักตั้งตัว เงินทองที่ไม่ควรได้ ก็อย่าไปเอา
การที่ดีอยู่แล้วยังมาเสริมส่งไม่จำเป็น
การที่เพื่อนยากจนลำบากก็ต้องช่วยเหลือ สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องทำ
อย่างเพื่อนที่ไร้เมตตา ไร้สัจจะ คบหาไม่ได้ ถ้าเขามาคบเรา ก็เพราะเห็นแก่เงินของเราเท่านั้น
ขณะร่ำรวย ควรจะคิดถึงตอนที่เคยลำบากยากจนด้วย
ควรจดจำว่ากฎแห่งกรรมมันเป็นวัฏสงสาร ที่หมุนเวียนอยู่ตลอด การที่ยากจนก็นับเป็นสมัยหนึ่ง การที่ร่ำรวยก็นับเป็นสมัยหนึ่งทั้งนั้น
เพราะอาตมายังไม่เคยเห็นใครเลย….ที่ร่ำรวยตลอดกาล
















