ล่อลวงพระสงฆ์องค์เจ้า

พิมพ์ PDF

ตอนสมัยหนุ่มๆ อาตมาเคยได้ยินนิทานเรื่อง  “ยั่วพระ”  นิทานเรื่องนี้เป็นบทเรียนเตือนใจที่ดีมาก  ถูกจดจำไว้ในสมองไม่สามารถลืมได้  และไม่ควรหมิ่นประมาทว่าเป็นเพียงนิทาน  อาตมาหวังจะอาศัยบทเรียนของนิทานเรื่องนี้  เตือนให้ผู้บำเพ็ญธรรมทั้งหลาย ต้อง  “ถือศีล”  อย่างเคร่งครัด

นิทานเรื่อง  “ยั่วพระ”  (หรือล่อลวงพระสงฆ์องค์เจ้า)  มีเรื่องราวดังนี้

มีพระสงฆ์รูปหนึ่งถือปฏิบัติบำเพ็ญตบะด้วยการทรมานร่างกายตนเอง  (ธุดงควัตร)  ถือสันโดษเพียงผู้เดียว  ผ่านลม ผ่านฝน ผ่านหิมะ  อาศัยศาลาฟางเล็กๆ อยู่บนภูเขาสูง

พระรูปนี้บำเพ็ญจนผ่านพ้นไปเป็นเวลา  20  ปี  อาหารของท่านคือผลไม้ป่าและพืชป่าที่หาได้ตามมีตามเกิด  จีวรของท่านขาดหมด  เหลือแค่พอปิดร่างกายเท่านั้น

ต่อมาเมื่อมีคนพบว่าบนเขามีพระบำเพ็ญธรรมอยู่รูปหนึ่ง  จึงเป็นข่าวแพร่ออกไป  จากหนึ่งเป็นสิบ  จากสิบเป็นร้อย ขยายไปเรื่อยๆ ผู้คนทั่วไปคิดว่าการปฏิบัติธุดงควัตรอย่างพระรูปนี้เป็นสิ่งที่ปุถุชนคนธรรมดาทำไม่ได้  พระรูปนี้ตลอด  20  ปีไม่ได้ลงจากภูเขา  รับความทุกข์ยากลำบากมากมาย  แม้ฤดูหนาวอากาศหนาวจัดก็ผ่านมาได้  โดยเฉพาะสามารถอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว  เป็นเรื่องที่น่าเคารพนับถืออย่างยิ่ง

บางคนลือว่า พระรูปนี้มีเสือและงูเป็นเพื่อน โดยสัตว์ทั้งสองไม่ได้ทำร้ายพระ มิหนำซ้ำถึงขั้นเสือและงูกลายเป็นธรรมบาลปกป้องพระรูปนี้

เมื่อข่าวเหล่านี้แพร่ออกไป  คนที่อยู่เชิงเขาก็ทยอยขึ้นไปเยี่ยมคำนับพระสงฆ์  เดิมทีไม่มีทางเดินก็กลายเป็นทางเดินเล็กๆ ไปจรดที่พักของพระผู้บำเพ็ญธรรม ต่อมาเนื่องจากมีคนขึ้นไปมากขึ้น  ทางเดินก็ยิ่งดีขึ้นเป็นลำดับ

ที่พักของพระก็เปลี่ยนแปลงดีขึ้นมาก คนที่อยู่เชิงเขากำลังเตรียมจะช่วยสร้างวัดอารามใหญ่สักแห่งที่สามารถรองรับคนจำนวนมากที่มาบำเพ็ญธรรมกับพระสงฆ์รูปนี้

เพียงไม่กี่ปีต่อมาชื่อเสียงทางคุณธรรมของพระสงฆ์ก็โด่งดังมากขึ้นและกระจายไปไกลยิ่งกว่าเดิม    ทุกคนต่างคิดว่าท่านเป็น  “พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ”  รูปหนึ่ง

มีเศรษฐีผู้หนึ่ง บ้านอยู่เชิงเขา  เป็นผู้มีเงินทองและทรงอิทธิพลมาก

ทุกปีเศรษฐีจะจัดงานวันเกิดโดยมีผู้คนในท้องถิ่นมาร่วมชุมนุมอวยพรท่านเศรษฐีเป็นจำนวนมาก   แม้แต่ผู้คนที่อยู่หมู่บ้านใกล้เคียงโดยรอบก็มาร่วมงานด้วย  จึงมีคนมากมายราวกับฉลองปีใหม่

ปีนั้น  วันเกิดของเศรษฐีเวียนมาอีกครั้ง

เศรษฐีก็ถือธรรมเนียมเหมือนปีก่อนๆ คือจัดโต๊ะกินเลี้ยงเพื่อรอเลี้ยงรับรองผู้คนที่จะมาอวยพรเขา

แต่เศรษฐีพบว่า  ปีนี้ผู้คนมากันน้อยมาก  มีแค่สองคนสามคนประปราย

แม้แต่ผู้ที่มีหน้ามีตา มีชื่อมีเสียงในท้องถิ่นก็ไม่เห็น  ทำให้เศรษฐีแปลกใจมาก

ที่แท้เนื่องจาก  “พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ”  กำลังมีงานวัด  พระรูปนี้เป็นที่เคารพบูชาของผู้คน  ท่านเทศนาคราใดผู้คนก็แห่แหนไปฟังราวกับลมพายุและยังนำเรื่องน่าพิศวงกลับมาเล่าสู่กันฟัง ครั้นพอท่านจัดงานวัดผู้คนจึงเฮโลกันไปชุมนุม คนในท้องถิ่นเห็นว่าพระรูปนี้สำคัญกว่าท่านเศรษฐีเสียอีก ท่านกลายเป็นผู้นำชุมชนไปเสียแล้ว

พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิมีรูปลักษณ์ที่ใสสะอาด  ถือศีลเคร่งครัดและมีคุณธรรมสูงส่ง

ผู้คนในท้องถิ่นยิ่งเห็นว่าท่านเป็นคนสำคัญ เป็นที่เคารพนับถือก็ยิ่งมาปวารณาตัวเป็นศิษย์มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปไกล

พอเห็นดังนั้นเศรษฐีที่หมู่บ้านเชิงเขาก็รู้สึกขุ่นเคือง เขาคิดในใจว่าสมัยก่อนตนเองซึ่งเป็นคนร่ำรวยก็มีการทำบุญสร้างกุศลบ่อยๆ จนผู้คนเคารพนับถือว่าเขาเป็นคนดี

แต่ว่าพระที่อยู่บนเขาไม่ต้องเสียเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว เพียงอาศัยการกระจายข่าวของชาวบ้านก็ดึงคนส่วนใหญ่ไปหมด  เศรษฐีรู้สึกหมดกำลังใจ  ชื่อเสียงที่มีอยู่เดิมถูกทำลายป่นปี้

จากนั้นเวลามีคนชื่นชมพระผู้ทรงคุณวุฒิให้เขาฟัง ต่อหน้าเศรษฐีไม่ได้แสดงความอิจฉาริษยา  แต่ลับหลังกลับเคียดแค้นจนกัดฟัน

 

* * * * * * * * * *

 

เย็นวันหนึ่ง มีคนหามเกี้ยวนำหญิงสาวที่งดงามโฉมเฉลามายังวัดของพระทรงคุณวุฒิพร้อมกับญาติผู้หญิงที่ติดตามมาด้วยหลายคน

หญิงงามคนนี้จะมาฟังพระเทศนา

หล่อนบอกว่าเป็นภรรยาข้าราชการที่อยู่อำเภอใกล้เคียง  หน้าตางดงามมาก คิ้วโก่งตาคม จมูกนิดปากหน่อย  เวลาพูดเสียงอ่อนหวานราวนกขมิ้นเหลืองไพเราะน่าฟัง  เวลาเดินจะมีเสียงกรุ๊งกริ๊งเนื่องจากมีกระพรวนติดอยู่ที่อาภรณ์  ช่างเป็นหญิงที่สวยงามเหลือเกิน

พระผู้ทรงคุณวุฒิก้มหน้าเทศนาธรรม

หญิงงามกับสาวผู้ติดตามก็ออกปากชื่นชมพระอาจารย์

พระผู้ทรงคุณวุฒิเทศนาเสร็จจะเข้าห้องใน

หญิงงามกับผู้ติดตามไม่ยอมพร้อมกับบอกว่าพระอาจารย์เทศนาสนุกมาก ขอให้เทศนาต่ออีกสักหน่อย  ดังนั้นพระจึงเล่านิทานเกี่ยวกับการออกบวชบำเพ็ญธรรมของพระพุทธเจ้าให้ฟัง จนหญิงงามน้ำตาคลอเบ้า

พระเทศนาจนพระอาทิตย์อัสดง  เดิมทีภรรยาข้าราชการคิดว่าฟังธรรมเสร็จค่อยลงเขากลับบ้าน  คิดไม่ถึงว่าฟังแล้วเกิดติดใจในรสพระธรรม  ฟังเทศนาจนพระอาทิตย์ตกดินยังไม่รู้ตัว

พอพระอาทิตย์ตก บนภูเขาก็มืดไปหมดทั้งสี่ทิศ เสียงนกร้องเจี๊ยวจ๊าว ทางเดินเขาก็ขรุขระมาก  ฉะนั้นทุกคนจึงจำเป็นต้องนอนพักค้างคืนบนเขา

ทางฝ่ายพระผู้ทรงคุณวุฒิ เดิมทีบำเพ็ญธรรมคนเดียวเป็นเวลา 20  ปี ก็พักแต่ศาลาที่คุมด้วยฟาง  ต่อมามีลูกศิษย์มากขึ้น ลูกศิษย์ก็ช่วยสร้างหอธรรมให้สำหรับเป็นสถานที่บูชาพระพุทธเจ้าและองค์โพธิสัตว์ต่างๆ สองฝั่งซ้ายขวาแบ่งเป็นห้อง  โดยห้องทางขวาสำหรับโยมผู้ชายและห้องทางซ้ายสำหรับโยมผู้หญิง  ตามปกติต้องมีงานวัดจึงจะมีคนมาพัก  มิฉะนั้นพระสงฆ์ยังคงจำวัดอยู่รูปเดียว

ดังนั้นภรรยาข้าราชการคนงามและผู้ติดตามจะขอค้างคืนจึงไม่มีปัญหา โดยภรรยาข้าราชการพักห้องทางขวามือคนเดียว  ส่วนผู้ติดตามพักอยู่ที่ห้องทางซ้ายมือ

คืนนั้น  ทุกคนรีบเข้านอนแต่หัวค่ำ

 

* * * * * * * * * *

 

ประมาณเที่ยงคืน

ประตูห้องของพระมีเสียงเคาะเบาๆ แต่รู้สึกได้ว่ารีบร้อนมาก

พระเปิดประตูออกมาดู  พบว่าหญิงงามที่เป็นภรรยาข้าราชการยืนอยู่  หน้าตาซีดเซียว  ดูเหมือนเจ็บปวดมาก  หญิงงามเอามือกุมศีรษะ  เห็นแล้วว่าปวดหัวอย่างหนัก

พระตกใจมาก ถามว่า  “เป็นอะไรหรือ”

“ขอให้ฉันเข้าห้องก่อนค่อยบอก  ข้างนอกลมแรง”

พระไม่สงสัยแต่ประการใด  จึงให้เข้าห้องและรินน้ำชาถ้วยหนึ่งให้หญิงงามดื่ม  หญิงงามค่อยได้สติแล้วบอกว่า “พระอาจารย์ต้องช่วยฉันด้วย”

“อาตมาก็อยากจะช่วย  แต่อาตมาไม่ใช่หมอ”

“พระอาจารย์ต้องช่วยศิษย์ได้แน่”

“ถ้าช่วยได้  ย่อมต้องช่วยแน่นอน”

พอถึงตอนนี้  หญิงงามจึงบอกว่าเธอมีโรคประหลาดติดตัวมาแต่กำเนิด  เป็นมาตั้งแต่สมัยยังสาว  โรคนี้พอเป็นขึ้นมาทีไร  จะปวดหัวอย่างหนัก  ปวดจนทนไม่ไหวต้องลงไปนอนดิ้นอยู่กับพื้น

แต่วิธีรักษาโรคนี้ให้หายก็ง่ายมาก  คือต้องเอาสะดือของผู้ชายมาแตะสะดือของเธอ  พูดแล้วก็แปลก  พอแตะสักประเดี๋ยวก็หายปวดหัวจริงๆ  สมัยก่อนแต่งงานมีคุณพ่อช่วยรักษาให้  พอแต่งงานแล้วก็มีสามีช่วยรักษา

หญิงงามน้ำตานองหน้ากล่าวว่า  “ไม่ได้เป็นโรคนี้มานานแล้ว  แต่คืนนี้รู้สึกว่าจะกำเริบขึ้นมาอีก  จึงมาหาพระอาจารย์ขอให้ช่วยเหลือด้วย”

พระกล่าวว่า  “ที่นี่ก็ไม่มีผู้ชายคนอื่นเสียด้วยสิ”

หญิงงามพูดอย่างออดอ้อนว่า  “เพราะไม่มีผู้ชายคนอื่น  จึงต้องมาขอให้พระอาจารย์ช่วย”

ทันใดนั้น  หญิงงามก็ร้องเสียงดังแล้วล้มลงไปกับพื้น พลางดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้นจริงตามที่กล่าว  มือสองข้างกุมศีรษะแน่นท่าทางน่าเวทนายิ่งนัก

พระผู้ทรงคุณวุฒินิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น  ถ้าไม่ช่วยเหลือหญิงงามต้องปวดหัวมากจนทนไม่ได้เป็นแน่ แต่ถ้าจะช่วยเหลือก็ต้องถอดสบง  เอาสะดือไปแตะสะดือของอีกฝ่ายหนึ่ง

พระผู้ทรงคุณวุฒิมองหญิงงามที่อยู่ตรงหน้า  ถึงแม้สีหน้าเจ็บปวดแต่ยังคงงดงาม  เส้นผมยาวสยาย   เสื้อผ้ายุ่งเหยิงหลุดลุ่ยจนเห็นผิวเนื้อขาวเนียนโผล่ออกมา อีกทั้งหน้าอก เอวบาง สะโพกกลมกลึง  และเรียวขาขาวปานหยก  คนทั่วไปดูแล้วย่อมเกิดกิเลสกำหนัด

พระคิดว่า นี่เราไม่ได้หลงติดความสุขกามา  แค่แตะเล็กน้อยแล้วผละออกมาคงไม่เป็นไร

นอกจากนี้การช่วยชีวิตหนึ่งชีวิต  มีบุญยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น  จึงไม่น่าเป็นกังวล

คิดเช่นนั้นแล้ว พระจึงถอดสบงและใช้สะดือของตนเองไปแตะสะดือของหญิงงาม

ไม่นึกว่าพอแตะแล้ว หญิงงามกลับใช้มือเท้าทั้งสองข้างกอดรัดร่างของพระผู้ทรงคุณวุฒิอย่างแนบแน่น

หญิงงามทำตัวเสมือนปลาหมึกยักษ์  รัดตัวพระผู้ทรงคุณวุฒิจนแน่น  หายใจกระชั้นถี่

ในพระสูตร  “สุรางคมสูตร”  เคยกล่าวไว้ว่า

“พระตถาคตทั่วสิบทิศมองการเสพเมถุนว่าเป็นไฟราคะ  โพธิสัตว์เห็นกามาย่อมหลีกหนีเหมือนเจอหลุมไฟ  ถ้าไม่ละกามบำเพ็ญสมาธิ  ก็เหมือนเอาหินกรวดมาหุงเป็นข้าวหวังจะให้เป็นข้าวสวย  แม้หุงไปเป็นเวลาร้อยพันกัลป์  คงได้แต่ชื่อว่าทรายร้อนเท่านั้น”

 

* * * * * * * * * * *

 

ไม่กี่วันต่อมา  เศรษฐีที่อยู่เชิงเขาได้ให้คนส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงพระผู้ทรงคุณวุฒิ

ในจดหมายมีกลอนล้อเลียนบทหนึ่งว่า

“ตื่นเช้าตีกลองเย็นตีระฆัง

พระผู้ทรงคุณวุฒินามก้องชื่อโด่งดัง

เสียดายสารีริกธาตุสะสมร้อยพันปี

หลั่งไหลลงในกลีบบัวสองกลีบเอย”

พระผู้ทรงคุณวุฒิอ่านแล้วหน้าพลันเปลี่ยนสี

พระรู้สึกสำนึกผิด  เขาพยายามทบทวนความคิด  ไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นจึงมองไม่ออกว่าเป็นกลอุบาย

พระอาจารย์ปู่เคยสอนว่า  เมื่อเห็นหญิงสาวนอนขวางอยู่บนเตียง  ให้มองว่านั่นคือศพคนตายนอนแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว  กระดูกเย็นแข็ง  ไม่มีความรู้สึก  หญิงงามนั้นมีสมองที่ว่างเปล่า  ไร้ปัญญา ไม่มีอะไรที่น่ารักใคร่

ให้มองหญิงงามที่นอนขวางอยู่  ถึงแม้เรือนร่างผิวพรรณขาวผ่อง  แต่พอตายไปก็เปลี่ยนเป็นดำเป็นเขียวหรือเป็นรอยช้ำ  และมีความเย็นจับใจ  มีตรงไหนน่ารักใคร่

มองผิวขาวนวลของหญิงงาม  ต้องรู้ว่าใต้แผ่นผิวนั้นล้วนเป็นเลือดเนื้อ  มีน้ำหนองไหลเวียนอยู่ในนั้น เนื้อเปื่อยพันอยู่ซ้ายขวา  มีอะไรน่ารักใคร่

พิจารณาหน้าตาโฉมงามของหญิงงาม  ที่แท้เป็นเพียงหัวกะโหลก  เบ้าตากลวงและลึก  รูจมูกลึก  ฟันเหลือง หน้าตาและศีรษะก็เป็นเช่นนี้  มีอะไรที่น่ารักใคร่

พิจารณาส่วนเอวอ้อนแอ้น  ถ้าเนื้อหนังเน่าเปื่อยไป  ก็จะหลุดร่วง  ลำไส้และกระเพาะเน่าแล้วจะมีน้ำเหลืองไหลออกมา  กลิ่นเหม็นเหลือทน  เอวบางที่อ้อนแอ้น  ที่แท้ก็ไม่ใช่ของสวยของงาม  มีอะไรที่น่ารักใคร่

พิจารณาเรือนร่างที่กลิ้งเกลือกไปมา  ต้องรู้ทันว่าโครงกระดูกนั้นเหมือนเครื่องจักรกล  และในโพรงกระดูกมีลักษณะเป็นเหมือนรังผึ้ง  กระดูกขาวๆ ไม่กี่ท่อนนั้น  มีอะไรที่น่ารักใคร่

พิจารณาทั่วเรือนร่างของหญิงงาม  ล้วนเป็นเนื้อเปื่อย  บางทีก็มีเส้นเอ็นยึดอยู่  เป็นกระดูกผุเก่าๆ เนื้อหนังหลุดร่วง  เส้นเอ็นก็เปื่อย  โครงกระดูกกระทบไปมา  ต่อมาคงมีหนอนชอนไช  ทุกสิ่งน่าเกลียด  จะมีอะไรน่ารักใคร่

ในเมื่อไม่น่ารักใคร่  ทำไมต้องไปยุ่งเกี่ยวด้วย

พูดตามความจริงไม่ใช่พระผู้ทรงคุณวุฒิไปยุ่งด้วย  แต่หญิงงามเป็นฝ่ายมาหามาให้ท่าเอง

พระผู้ทรงคุณวุฒิต่อว่าตัวเองว่า  “ทำไมตัวเราที่บำเพ็ญมาหลายปี  ถือสันโดษรักษาเนื้อรักษาตัวมาตลอดจึงทำเรื่องบัดสีไร้ยางอายแบบนี้ได้  เป็นเรื่องโสโครกที่สุด”

“และยังปล่อยให้ต้นกำเนิดแห่งชีวิตของตนถูกปล่อยเข้าไปในปากอสรพิษ เพราะตนไม่สามารถควบคุมสติของตนเองได้ จึงนำเอาสิ่งที่เป็นพลัง  “หยาง”  (ผู้ชายหรือขั้วบวก)  ส่งเข้าปากงูร้าย  ตนช่างไร้ความรู้เสียจริง ๆ “

พระผู้ทรงคุณวุฒินึกไปนึกมา  จิตใจเป็นทุกข์  ขนลุกขนพอง รู้สึกร้อนตัว  แต่ถึงขั้นนี้สำนึกผิดก็สายไปเสียแล้ว

ในพระสูตร  42  บทกล่าวว่า  “เมื่อเห็นหญิงทั้งหลาย  ผู้เฒ่าให้นับถือเหมือนมารดา  ผู้ใหญ่ให้นับถือเหมือนพี่สาว  ถ้าอายุน้อยให้มองเหมือนน้องสาวตน  ส่วนเด็กเล็กให้มองเป็นลูกสาวตน  ให้เกิดจิตคิดช่วยเหลือพวกเขา  ความคิดชั่วช้าสามานย์ก็ไม่มีวันบังเกิด”

ในพระสูตร  “ตาข่ายแห่งพรหม”  กล่าวว่า

“บุรุษทั้งหลายเป็นพ่อข้าฯ สตรีทั้งหลายเป็นแม่ข้าฯ ข้าฯเกิดมาทุกชาติต้องอาศัยท่านเหล่านั้น  ต้องมีจิตกตัญญู  และมีจิตเมตตากรุณาต่อท่านทั้งหลาย”  (ให้มองทุกคนเป็นพ่อแม่ของตน  และรู้สึกสำนึกบุญคุณ)

 

* * * * * * * * * *

 

ต่อมาพระผู้ทรงคุณวุฒิทราบในภายหลังว่า

หญิงงามผู้นั้นไม่ใช่ภรรยาข้าราชการอำเภอใกล้เคียงที่ไหนและไม่ใช่หญิงชาวบ้านทั่วไป  แต่เป็นโสเภณีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งเท่านั้นเอง

เศรษฐีเป็นผู้ว่าจ้างมาโดยมีเพื่อนเศรษฐีหลายคนช่วยกันคิดวางแผนนี้ขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นกลลวงทั้งสิ้น  จุดมุ่งหมายก็เพื่อ  “ลวงพระ”

หลังจากนั้นก็นำข่าว  “พระผู้ทรงคุณวุฒิ”  เสพเมถุนกระจายออกไปให้ชาวบ้านรับรู้  บอกว่าพระทำผิดศีล  ทำลายพุทธศาสนา  ชื่อเสียงฉาวโฉ่ไปทั้งหมู่บ้านและบริเวณใกล้เคียง

พระรูปนั้นนึกโทษตัวเอง ไม่นึกว่าที่เฝ้าเพียรบำเพ็ญธรรมมาหลายปี เพียงเดินผิดแค่หนึ่งก้าวก็ทำลายชีวิตตัวเองทั้งชีวิต  บาปอย่างนี้สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมจะรุนแรงขนาดไหน  น่าเศร้าจริงๆ น่ากลัวจริงๆ

แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ

สุดท้าย “พระผู้ทรงคุณวุฒิแขวนคอฆ่าตัวตาย”

เล่ากันว่าหลังจากพระฆ่าตัวตายแล้ว  ต่อมาภรรยาของเศรษฐีได้คลอดลูกชายคนหนึ่ง  ลูกคนนี้โตขึ้นมาเป็นคนมีนิสัยฟุ่มเฟือย ไม่ยอมทำมาหากิน ผลาญทรัพย์สมบัติของเศรษฐีจนหมดเนื้อหมดตัว  สุดท้ายเศรษฐีต้องกลายเป็นคนพเนจรเร่ร่อน  เลี้ยงชีพด้วยการขอทานข้างถนน

สำหรับหญิงงามโสเภณีคนนั้นก็เกิดเป็นโรคประหลาด  ทั้งตัวเน่าเปื่อยจนตาย

ส่วนพวกเพื่อนๆเศรษฐีที่ช่วยกันออกกลอุบาย  ต่างก็เป็นบ้าสติวิปลาสไปตามๆ กัน

 

* * * * * * * * * * *

 

ความคิดเห็นของอาตมาเกี่ยวกับเรื่อง  “ลวงพระ”  มีดังนี้

ภพภูมิการบำเพ็ญของพระผู้ทรงคุณวุฒิถึงจะใช้ได้  แต่ถึงขั้นภพภูมิไหนยังต้องพิจารณา  ภูมิแห่งสมาธิทางพุทธธรรมนั้น  มีหลายขั้นหลายประเภท คือ

1.ประเภทที่ในจิตยังมีกำหนัด  ง่ายต่อการยั่วยุกิเลสตัณหาจนเกิดกามารมณ์  ต้องบำเพ็ญ

“อสุภะ”  (พิจารณาทุกสิ่งเป็นของโสโครก)  บำเพ็ญ  “โครงกระดูก”  (พิจารณาว่าภายใต้เนื้อหนังมังสาล้วนเป็นโครงกระดูก)  เพื่อระงับความอยาก

2. ประเภทที่ในจิตไม่มีกำหนัดแล้ว แต่ยังต้องเสริมความแน่วแน่ของจิต  คือต้องมีการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง  ต้องบำเพ็ญปฏิบัติทั้งสองประการตามอย่างข้อที่หนึ่ง

3. ประเภทที่จิตแน่วแน่แล้ว มีสติที่สว่างและเยือกเย็น  บริสุทธิ์ไร้ราคี  อยู่ในความสุขอันน่าอัศจรรย์และสงบสบาย  ความสุขสว่างและมหาปิติแบบนี้ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองทั้งกายใจ  ต้องตั้งจิตอยู่ในความสมบูรณ์พูนสุข  จึงรู้ว่าสิ่งนี้เป็นมหาปิติที่แท้จริง  ถ้าบำเพ็ญถึงขั้นภพภูมินี้แล้ว  สิ่งยั่วยุภายนอกจะไม่ส่งผล

4. รูปคือสุญญตา  (ว่างเปล่า)

5. วิญญาณคือสูญ

6. รูปไร้ทุกสิ่ง  (วัตถุทุกสิ่งย่อมสูญเปล่าในที่สุด)

7. ไร้นึกคิดและไม่ไร้นึกคิด  (ข้อนี้เป็นธรรมะขั้นสูงที่ปุถุชนเข้าใจได้ยาก)

8. นิโรธ  สมาบัติ  (สมาธิหรือญาณชนิดหนึ่งซึ่งไร้จิตเวทนา  ไร้จิตสัญญา-สัญญาคือจำได้หมายรู้)

พูดตามตรงตัวอาตมาที่มีนามว่า  เหลียนเซิน  ริมโปเช่  (นามเรียกพระพุทธาจารย์แบบธิเบต)  หรือ  หลูเซิ่งเยี่ยน  ได้บำเพ็ญจนอยู่ในภพภูมิข้อที่สามแล้ว  ภพภูมินี้ก็คือ  “มหาปิติแสงสว่าง”  อะไรคือมหาปิติ นั้นต้องพิสูจน์ด้วยกายใจของตนเอง  ความสุขนี้เป็นความสุขที่ถาวรคงทนไม่สลาย  เหนือกว่าการเสพสมระหว่างชายหญิง  สุขของชายหญิงมีวันสลาย  แต่สุขของอาตมาไม่มีวันสลาย  จึงเรียกว่า  “มหาปิติ”

อะไรคือแสงสว่าง  คือเกิดจากกายใจสะอาดบริสุทธิ์แล้วค่อยๆ ปรากฏแสงขึ้น  แสงสว่างนี้เป็นสิ่งอิสระสามารถหดตัวจนเล็กเหมือนเมล็ดข้าวสาร  สามารถขยายให้ใหญ่จนเท่ากับเขาพระสุเมรุ  ในชั้นนี้จะมีความสุขตัวเบาตลอดเวลา เป็นตัวของตัวเองโดยมีจิตบงการ  สามารถไปไหนมาไหนไร้ขีดจำกัดตามแต่จิตคิดจะกระทำ  ทุกสิ่งที่กล่าวนี้เป็นสิ่งเย็นจิตสดใส  สะอาดบริสุทธิ์  ไร้ราคี

จากนั้นคือให้จิตตั้งสมาธิ  เข้าในปฐมญาณ  ไม่ถอย  อยู่นิ่ง  จนมีญาณปัจเจกโพธิ์  หรือ พุทธญาณ  (สัมมาโพธิ์)

สำหรับพระรูปนั้นที่ทนการเสื่อมเสียชื่อเสียงไม่ไหวจนฆ่าตัวตาย  อาตมาไม่เห็นด้วยเลย

หรือพระรูปนั้นไม่เข้าใจว่าการฆ่าตัวตายเท่ากับฆ่าพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เพราะทุกชีวิตมีพุทธลักษณ์อยู่ในใจ  ทุกคนเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตทั้งนั้น  การฆ่าตัวตายจึงเหมือนกับการฆ่าพระพุทธเจ้า

การฆ่าพระพุทธเจ้า  ฆ่าบิดา  ฆ่ามารดา  ฆ่าพระสงฆ์  ฆ่าอาจารย์  ฆ่าอริยบุคคล  (รวมพระอรหันต์  โพธิสัตว์) นี้  เป็นสัตตอนันตริยกรรม   (กรรมหนัก  7  อย่าง)  (พระวินัยมีข้อ  “อภิฐาน”  คือ กรรมหนัก  5  อย่าง  บวกการปฏิญาณตนถือศาสดาอื่น   5  อย่างคือ ฆ่าบิดา  ฆ่ามารดา  ฆ่าพระอรหันต์  ทำให้หมู่สงฆ์แตกกัน  ทำให้พระกายของพระพุทธเจ้าห้อเลือด)

ทั้งหมดเป็นโทษ  “ปาราชิก”  เนื่องจากการละเมิดพระวินัย  เป็นโทษประหารของพระภิกษุ  คือสึกจากความเป็นพระ และห้ามอุปสมบทอีก

อาตมาคิดว่า  พระรูปนั้นน่าจะมีทางเดินอีกสองทาง

1.ยอมเป็นพระทุศีล เมื่อผิดศีลก็คือทุศีล เพียงขอให้ต่อไปอย่าทำผิดอีกก็พอ ส่วนการ  “นินทา  กล่าวโทษ  หัวเราะเยาะเย้ย  รู้สึกเป็นทุกข์” ขอให้ฝึกจิตใจอย่าหวั่นไหว  บำเพ็ญธรรมเข้าสู่แสงสว่างมหาปิติ  ลองคิดดูว่าชาติก่อนของพระพุทธเจ้า  พระองค์ก็เคยเป็นพระทุศีลมาก่อน  พระพุทธเจ้าในชาติก่อนๆ ก็เคยทำผิดศีลข้อกามา

มรรคผลนั้นเกิดจากความขยันหมั่นเพียร  ไม่ได้เกิดจากความเกียจคร้าน

ต้องมีความวิริยะ  ห่างจากสิ่งมัวเมา

2.  ให้สึกจากการเป็นพระ ถ้ารู้สึกว่าผิดศีลแล้ว แต่ลำบากใจไม่อยากเป็นพระทุศีล  ก็ไม่สมควรฆ่าตัวตาย  ถ้ารู้สึกว่าขายหน้า ไม่มีหน้าพบผู้คน  ก็สึกจากพระมาเป็นฆราวาสเสีย การเป็นฆราวาสไม่ได้หมายความว่าต้องทำตามวิถีชีวิตของฆราวาส เช่นฟังเพลงเต้นรำ เที่ยวโสเภณี  ดื่มเหล้ากินเนื้อ หาเงินหาทองมาเสพสุข

แต่ให้แสดงตนเป็นบุคคลอีกฐานะหนึ่งคือเป็นฆราวาสที่บำเพ็ญธรรม  บางทีอาจจะสามารถโปรดสัตว์โลกได้มากกว่าตอนเป็นพระสงฆ์ก็ได้

สำคัญคือต้องมีความละอายใจ  สำนึกผิด  แต่ไม่ปล่อยกายปล่อยใจ

สำหรับ  “โสเภณี”  “เศรษฐี”  และพรรคพวกนั้น  โบราณท่านว่า  “ยอมกวนแม่น้ำพันสายธาร  ไม่กล้ากวนใจผู้บำเพ็ญธรรม”  (เพราะเป็นบาปหนาอย่างยิ่ง)

และกล่าวว่า  “เมื่อพระสงฆ์บำเพ็ญธรรมเพื่อออกจากโลกีย์  ไฉนไปยั่วยุกามารมณ์  ทำลายศีลและชื่อเสียงของท่าน  คนที่ไม่คำนึงถึงความบริสุทธิ์ของหมู่สงฆ์  ตาทิพย์แห่งเทพยดาย่อมบังเกิดแสงพิโรธดั่งสายฟ้า  การออกกลอุบายล่อลวงพระสงฆ์เป็นผลกรรมที่หนักหนาสาหัส  ความโกรธเกลียดชิงชังรังแต่จะพาให้ใฝ่ต่ำ”

และยังกล่าวอีกว่า  “การทำลายคุณธรรมของผู้อื่น  เป็นที่สุดแห่งบาปกรรม  ผู้กระทำนั้นเมื่อยังมีชีวิตจะถูกตัดบุญบั่นทอนอายุ  ผลกรรมทำให้สิ้นลูกสิ้นหลาน เมื่อตายไปวิญญาณก็จะทนทุกข์อย่างมหันต์”

ผลกรรมของเศรษฐีคนนั้นเพียงถูกล้างผลาญสมบัติจนหมดสิ้นและกลายเป็นคนขอทาน นี่เป็นวิบากกรรมที่ถือว่าเป็นโทษสถานเบาแล้ว

โสเภณีคนนั้นไร้ความรู้  ผลกรรมคือเป็นโรคประหลาด  เนื้อหนังเปื่อยเน่าจนตาย  เมื่อตายแล้วยังต้องตกนรก  นี่เป็นผลกรรมอันเกิดจากการทำไปโดยไม่รู้เรื่องกฎแห่งกรรม

พรรคพวกเพื่อนฝูงที่ช่วยกันออกความคิดกลอุบายนั้นเล่า  ต่างเป็นบ้าไปตามๆ กัน  นี่คือผลกรรมทันตาเห็น  โลกนี้ช่างเต็มไปด้วยผู้ที่ชอบยุแหย่และทำแต่เรื่องไร้สาระ

สำหรับวิญญาณของพระก็น่าเวทนา  เพราะเป็นการแขวนคอฆ่าตัวตาย  บาปหนา  บาปหนา

นักปราชญ์จีนโบราณ  “วังโจวชื่อ”  เคยกล่าวว่า

“บรรดาบาปกรรมทั้งหลาย  ข้อกามาทำผิดง่าย ผิดศีลได้ง่ายที่สุด มีคำพูดที่ว่า  กามาเป็นบาปสุดยอดในหมื่นบาป  ลองคิดดูว่า  โลกนี้มีบาปกรรมมากมาย  ทำไมผิดศีลข้อกามาจึงถือเป็นสุดยอด  เพราะเมื่อจิตเกิดกำหนัด  ความคิดอื่นๆ ก็ติดตามมา  เมื่อความสัมพันธ์ผิดบาปยังไม่เป็นจริงจึงเกิดมโนภาพ  เมื่อไปล่อลวงก็เกิดจิตจ้องทำร้าย  ต่างวางแผนทำร้ายซึ่งกันและกันจนจิตมีความโกรธแค้น  เมื่อสมหวังทางกามาแล้วก็เกิดจิตโลภและหลง  เห็นผู้อื่นมีเราไม่มีก็เกิดอิจฉามุ่งร้าย  คิดจะแย่งของรักของผู้อื่นก็เกิดจิตอาฆาต  จิตไม่มีความอาย  ประเพณีที่ดีงามไม่เหลือ  บาปกรรมต่างๆ เกิดจากเรื่องนี้ทั้งสิ้น  กุศลกรรมต่างๆ ก็หมดสิ้นตั้งแต่จุดนี้  ดังนั้นจึงกล่าวว่าผิดกามาเป็นบาปสุดยอดแห่งบาปกรรมทั้งปวง”

“เมื่อจิตคิดกำหนัด  แสงสว่างแห่งจิตก็มืดมัว  จิตก็หวั่นไหว  ในโลกมีคนอารีย์ทำกุศลแต่ลูกหลานไม่เจริญ  มีนักปราชญ์นักการศึกษาผู้มีความรู้แต่ทั้งชีวิตตกอับ ข้อบกพร่องก็อยู่ที่การทำผิดศีลกามา  คนเราเมื่อมีจิตอกุศลในกาม  ต้องควบคุมตัดความนึกคิดนั้นทันที  ตัดขาดต้นตอของปัจจัยบาป ดังบทความ  “เทพไท้ซังเหล่าจุน”  กล่าวไว้ว่า  เมื่อเห็นคนอื่นรูปโฉมงาม  ก็เกิดความอยากได้  ขอเพียงจิตเกิดอยากได้  ตราบาปก็ถูกสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันทึกไว้แล้ว”

เมื่ออ่านบทความของปราชญ์โบราณแล้ว จิตก็เกิดความกลัวอย่างมหันต์.