ย้อนมองหนทางชีวิตที่ผ่านมา... ประวัติพระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน

"พระพุทธในใจของอาตมา ไม่ใช่ดวงดาวโดดเดี่ยวในนภาอันไกลโพ้น แต่พระพุทธในใจของอาตมา ต้องระลึกถึงสรรพสัตว์และโอบอุ้มสรรพสัตว์"

หนทางเติบโตที่ผ่านมา

หลังจากปี ค.ศ. 1945 สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยืดเยื้อมา หลายปีได้จบลง วันที่ 18 เดือน 5 ตามจันทรคติในยามเที่ยงวัน พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้เกิดในเล้าไก่ ข้างตลิ่งธารน้ำหนิวโฉวชี ตำบลโห้วหู อำเภอเจียยี่ จังหวัดเจียอี้ ประเทศไต้หวัน
ตอนที่เขามาเกิดมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่พบเห็นจดจำฝังใจ คือบนร่างกายของเขานั้นมีผ้าแพรสีขาวพันกายอยู่ผืนหนึ่ง ผ้าแพรนั้นมีแสงสีเงิน มองไกลๆ เหมือนตัวลูกไหมน้อยที่ปล่อยสายใยออกมาพันรอบตัว
สมัยที่พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน เติบโตนั้น เป็นสมัยที่ไต้หวันได้รับการฟื้นฟูจากสงคราม ทุกสิ่งอย่างล้วนรอการฟื้นฟูแก้ไข รวมไปถึงครอบครัวส่วนใหญ่ในสมัยนั้น และครอบครัวหลูก็เป็นหนึ่งในครอบครัวที่มีชีวิตที่แร้นแค้น สิ่งนี้เป็นเหมือนบททดสอบจากสวรรค์ อีกทั้งพระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยนเองนั้นก็ยังเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เป็นประจำและมีร่างกาย ผอมโซ คุณแม่ของเขา (หลูยิหนี) จึงทำตามประเพณีสังคม ด้วยการเชิญพระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ไปที่ศาลเจ้า เพื่อขอให้เทพหลักเมืองรับเขาไว้เป็นบุตรบุญธรรม

ช่วงชีวิตในการเจริญเติบโตของพระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน นับว่าแวดล้อมไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่ลำบาก สิ่งนี้นับเป็นการเริ่มต้นในการฝึกฝนเพื่อชีวิตทั้งชีวิตของเขา เช่นเดียวกันกับเมื่อ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้เข้าเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา เนื่องจากเขามีร่างกายที่เล็กจึงถูกเพื่อนในห้องเรียนที่เกเร ข่มเหง รังแก จนต้องเสียน้ำตา เป็นแบบนี้อยู่บ่อยครั้งจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา

พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ขยัน ประหยัด และเดียงสากว่าเด็กที่มีอายุเท่ากัน เขาช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวอยู่เป็นประจำ โดยทุกๆเช้าจะหิ้วถังใส่น้ำข้าวหมูไปรับเศษอาหารจากบ้านคนอื่นเพื่อนำมาเลี้ยงหมูที่บ้าน หลังเลิกเรียนก็ไปเก็บเศษเหล็ก เศษทองเหลือง และเปลือกส้มเพื่อมาแลกกับเงินเล็กๆ น้อยๆ หรือไม่ก็ไปขายพุทราเชื่อมน้ำตาล ไอศกรีมแท่ง น้ำตาลสำลี เพื่อช่วยค่าใช้จ่ายทางบ้าน

เมื่อเข้าเรียนมัธยมปลาย พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้อาศัยช่วงปิดเทอมฤดูร้อนไปหางานทำ สำหรับเรื่องการทำงานนั้นถึงแม้ว่าตอนนั้นเขาจะยังเป็นเด็ก แต่เขาก็เป็นคนที่ทำงานจริงจังและรู้จักหน้าที่ของตัวเองอย่างดี เขาเคยทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวรับจ้างแบกสายไฟฟ้า เป็นคนงานในโรงกลึงและโรงหล่อ ซึ่งนับว่าเป็นงานที่หนักและอันตราย และเขาก็เคยประสบอุบัติเหตุเฉียดตายมาแล้วหลายครั้ง เมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา เพื่อไม่ให้ทางบ้านต้องแบกรับภาระค่าเล่าเรียน สุดท้ายพระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน เลือกเข้าเรียนที่โรงเรียนรังวัดของทหาร ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียน การฝึกฝน 4 ปี ในวิชารังวัดพื้นดินของ พระพุทธาจารย์เหลียน-เซิน หลูเซิ่งเยี่ยน บวกกับประสบการณ์ในการเดินทางไปปีนภูเขาและข้ามแม่น้ำลำห้วยอยู่เป็นประจำ เพื่อทำรังวัดจนรอยเท้าของเขาเหยียบไปทั่วทุกตารางนิ้วของภูเขาทุกลูกในไต้หวัน สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เขามีพื้นฐานการดูฮวงจุ้ยในเวลาต่อมา

การเริ่มต้นเรียนรู้ศาสนา ศาสนาที่พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน นับถือเป็นศาสนาแรก คือศาสนาคริสต์ ซึ่งได้นับถือมาตั้งแต่ตอนเรียนประถมศึกษา เนื่องจากเพื่อนนักเรียนหญิงที่ชื่นชอบไปโบสถ์คริสต์อยู่บ่อยๆ ด้วยเหตุนี้ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน จึงไปที่โบสถ์คริสต์บ่อยๆ เช่นกัน และด้วยความที่อายุยังน้อยและยังไม่รู้จักกับศาสนาอื่น พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน จึงมีความรู้สึกว่าการมีเพื่อนไปโบสถ์ทำให้รู้สึกมีความสุข สุดท้ายก็นับถือศาสนาคริสต์ไปโดยปริยาย

วันเวลาผ่านไป พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้เข้าร่วมในกิจกรรม 'จู่ยีเซียะ' (การศึกษาวันแห่งพระผู้เป็นเจ้า) ทั้งในคณะร้องเพลงสรรเสริญ กลุ่มตรวจคัมภีร์ กลุ่มคริสเตียนหนุ่ม และกลุ่มห้องเรียนคุรุศึกษา พอเรียนถึงมัธยมปลายเนื่องจากเป็นคนขยันและจริงจังก็ได้กลายเป็นครูสอนของ กลุ่มตรวจคัมภีร์ในที่สุด พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ไม่เพียงเรียนรู้จังหวะของเพลงสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าแต่ละบทได้อย่างแม่นยำ คัมภีร์ไบเบิลทั้งฉบับเก่า และฉบับใหม่เขาก็ท่องจำจนขึ้นใจ ชนิดที่ว่าให้ท่องกลับไปมาก็ยังได้ และในขณะนั้นเขาจะไม่ยอมพูดถึงการนับถือรูปปั้น ไม่ยอมกินอาหารที่ไหว้เจ้าเลย เพราะในใจของเขาคิดอยู่เสมอว่า โลกนี้มีพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว คือพระเยซูนั่นเอง

จุดหักเหของชีวิตที่เป็นนักเขียนหนุ่ม พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน เป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงของไต้หวันคนหนึ่ง เขาได้รับรางวัลนักเขียนหลายครั้ง สมัยอยู่กองทหารเคยเป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์ ตอนหนุ่มๆ เคยเขียนบทความ และเป็นคนที่ชอบอ่านชอบเขียนมาตั้งแต่ยังเด็ก สาเหตุที่เขาเป็นคนแบบนี้เป็นเพราะชีวิตที่ยากจน และการเขียนบทความนั้นสามารถช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในบ้านได้นั่นเอง

'ตั้น เย็นจี๋' (หนังสือรวมบทกลอน-ควันสีจาง) คือหนังสือเล่มแรกของพระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ที่ได้ออกทุนเอง โดยให้โรงพิมพ์ช่วยพิมพ์ออกมา ตีพิมพ์ครั้งแรกในจำนวน 500 เล่ม วันแรกที่หนังสือพิมพ์ออกมา พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ดีใจมาก เขาเอาหนังสือทั้งหมดวางบนรถสามล้อ ขี่รถไปพลางตะโกนไปพลางว่า ผมเป็นนักเขียนแล้ว ผมเป็นนักเขียนแล้ว ตอนนั้นเขาเพียงหวังให้มีชื่อว่าเป็นนักเขียนคนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งคำว่า 'นักเขียน' นับเป็นความฝันที่เขาฝันมานาน แต่ไม่นึกเลยว่าการเขียนหนังสือจะอยู่กับชีวิตเขาไปทั้งชีวิต มาจนถึงทุกวันนี้

จุดหักเหของชีวิต

จุดหักเหของชีวิต พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน เกิดขึ้นตอนเขาอายุ 26 ปี ตอนนั้นเขาไปเป็นเพื่อนคุณแม่ที่ศาลเจ้ายิหวังกง เมืองไถจง แล้วบังเอิญได้เจอกับหญิงสาวสวมเสื้อเขียวท่านหนึ่ง และได้รับการชี้แนะจนได้รับการเบิกเนตรตาทิพย์จาก 'พระแม่สุวรรณแห่งสระเหยา' จนสามารถเห็นพระโพธิสัตว์ 3 องค์ประทับในอากาศ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้ยินพระโพธิสัตว์ทั้ง 3 องค์ตรัสว่า "จงตั้งใจเรียนพุทธะ ตั้งใจเรียนธรรมะ ตั้งใจมุ่งทำความดี" หลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาจึงได้ออกเผยแผ่ธรรมะเพื่อประโยชน์ของปวงชนและโปรดกู้สรรพสัตว์

เรื่องราวประสบการณ์ที่อัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งของ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน คือเรื่องราวในศาลยิหวังกง ที่พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน สามารถมองเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น ซึ่งสิ่งนั้นเป็นอีกโลกที่คนธรรมดาทั่วไปไม่สามารถสัมผัสได้ และเพื่อแสวงหาคำตอบให้หายจากความสงสัยในใจ เขาจึงออกเดินทางเพื่อหาผู้ที่จะชี้แนะเขาได้อยู่เป็นแรมปี ในระหว่างการเดินทางเพื่อค้นหาคำตอบ พระพุทธาจารย์เหลียน-เซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้ไปถือสรณคมน์ต่ออาจารย์ทางเปิดเผยของศาสนาพุทธ มีอาจารย์ผู้นำยิ่งซุ่น ธรรมาจารย์เลอะกั่ว ธรรมาจารย์เต้าอัน และได้เข้ารับ 'โพธิสัตว์ศีล' ที่วัดปิซานเหยียน เมืองหนานโถว ในปี 1972 มีศีลาจารย์คือธรรมาจารย์เสียนตุ้น ธรรมาจารย์หุ้ยซัน ธรรมาจารย์เจี๋ยะกวง ครูผู้สอนพิธีกรรมคือ ธรรมาจารย์ซั่งหลิน และธรรมาจารย์ซั่นชื่อ

ปรากฏการณ์ หลูเซิ่งเยี่ยน ในขณะนั้น พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ยังคงรับทำงานรังวัดไปพลางพร้อมกับการรับดูฮวงจุ้ย และเปิดโอกาสให้คนมาถามปัญหาต่างๆ บ้างเป็นบางเวลา ขณะเดียวกันก็ได้ออกหนังสือ 'ระหว่างฉันกับวิญญาณ' หนังสือ 'คุยเรื่องเทพทำนายโดยกลไกของวิญญาณ' ออกมา เป็นต้น เขามีหนังสือหลายเล่มที่วิเคราะห์วิญญาณศาสตร์ และใครที่ได้อ่านก็ล้วนแต่เกิดความตื่นเต้นทั้งนั้น ในสมัยปีหมินก๊กช่วงปี 60 -70 ที่ไต้หวัน ชื่อของ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังมาก จนได้รับเชิญไปแสดงปาฐกถาตามสถานที่ต่างๆ เช่น ที่สภานิติบัญญัติ ในหัวข้อปาฐกถาเรื่อง 'มองทุกๆ ด้านของวิญญาณศาสตร์' ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุประมาณ 30 ปีเท่านั้น

ความสามารถและฉายาเทพทำนายของ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ที่เล่าลือกันผ่านการพูดแบบปากต่อปาก ทำให้มีผู้มาเยือนเพื่อถามไถ่ปัญหาเขาอย่างไม่ขาดสาย บ้านตระกูลหลูในขณะนั้นจึงมีคนมารอพบเป็นจำนวนมาก จนถึงขนาดที่ว่าครั้งหนึ่ง พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน กลับบ้านตอนเที่ยงคืน ก็มองเห็นรถยนต์มาจอดรออยู่หน้าหมู่บ้านประมาณ 30 กว่าคัน และมีคนประมาณ 200-300 คนรอเขาอยู่ พอเห็นอย่างนั้น พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ก็ไม่กล้าเข้าบ้าน ได้แต่ขับรถวนอยู่แถวๆ นั้น รอจนถึงตีหนึ่งก็ยังเห็นว่าผู้คนเหล่านั้นยังไม่ยอมจากไป เขาจึงลงจากรถเพื่อมาเจรจากับผู้ที่มารอว่า ถ้าผู้ใดมีเรื่องด่วนให้ถามก่อน ส่วนคนอื่นที่ไม่มีเรื่องเร่งด่วนก็ให้นัดเวลามาพบอีกที จากการที่ต้องตกอยู่ในสภาพแบบนี้เกือบทุกวัน ด้วยเหตุนี้ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน จึงไม่มีความสงบสุข จนต้องย้ายบ้านหนีอยู่หลายครั้ง

ประสบการณ์ของศาสนาเต๋า พุทธฝ่ายเปิดเผย พุทธฝ่ายลับ (มิจง) ก่อนจะได้เบิกตาทิพย์ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้เป็นทหารอาชีพตามกฎหมายและคำสั่งของราชการ และพอเกิดจุดหักเหของชีวิต เขาก็ได้เริ่มต้นในหนทางบำเพ็ญของ ตัวเอง ซึ่งขณะนั้น พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ไม่เพียงเรียนพุทธธรรมในขอบเขตของพุทธฝ่ายเปิดและมีวิญญาณศาสตร์เท่านั้น เขายังเรียน 'มิฝ่ะ' (คุยหธรรม) กับอาจารย์ทางวิญญาณ 'ซัมซานจิ่วโหวซินแส' เป็นเวลาอีก 3 ปี และปีที่เขาได้รับโพธิสัตว์ศีลนั้นก็ได้อาศัยการชี้นำของอาจารย์วิญญาณ 'ซัมซานจิ่วโหวซินแส' ว่าให้ไปภูเขา 'หนานโถว จิจิต้าซาน' (ภูเขาใหญ่) เพื่อไปไหว้ครู นักพรตชิงเจินเต้าจ่าง (หลวงพ่อ เลี่ยวหมิง) ซึ่งเป็นปรมาจารย์รุ่นที่ 14 ของฝ่ายชิงเฉินของศาสนาเต๋า พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้เรียนธรรมะของเต๋า เรียนการเขียนยันต์ การปรุงยา การดูฮวงจุ้ย 9 ดวงดาว มิจงทางจีน (จงมิ) ปัญจวิทยา และธรรมะชั้นสูง รวมทั้งหนิงมาปะของธิเบต จนได้กลายเป็นทายาทนักพรตรุ่นที่ 15 ของฝ่ายชิงเฉิน มีฉายาทางเต๋าว่า 'เสียนเฮอะเต้าจ่าง' (นักพรต กระเรียนดำ)

อันที่จริงขณะนั้น พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้ปฏิบัติธรรม 'คุยหธรรม' (มิฝ่ะ) จนสมบูรณ์ รวมทั้งได้ถอดรหัสใจความในการตรัสรู้ และพิธีธรรมขั้นสูงที่ทาง 'คุยหยาน' (มิจง) ธิเบตไม่ยอมถ่ายทอดหรือเปิดเผยมาเป็นเวลาหลายร้อยพันปีได้ ปี 1981 เขาจึงได้พบกับมหารัตนธรรมราชาที่ 16 แห่งสายขาว (กัคจิปะ) และได้รับพุทธาภิเษกอาจารย์ไทซิตูปา จนเข้าใจเหตุและผลของตนในสายสันตติ ในการถ่ายทอดทางธรรมะระบบ จากนั้นจึงเริ่มฝึกฝนและบำเพ็ญ 'หฤทัยธรรมะ' ของ 'คุยหยาน' ทั้งสายแดง สายขาว สายเหลืองและสายลาย ได้บำเพ็ญ 'มิฝ่ะ' อย่างลับๆ จนสำเร็จผลโยคะตามขั้นตอน ในสมัยนั้นสังคมไต้หวัน เรื่องการค้นคว้า 'วิญญาณศาสตร์' ยังไม่เปิดกว้างเหมือนสมัยนี้ แต่หลังจากชื่อของ พระพุทธาจารย์ เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ชนิดที่ว่าเพียงเปิดช่องทีวีก็จะพบเจอแต่รายการประเภทนี้ อีกทั้งยังมีการวิเคราะห์พูดคุยกันอย่างจริงจัง และทางตลาดหนังสือก็มีหนังสือประเภทนี้ออกมามากจนเรียกว่า 'ร้อยเจ้าแข่งกันร้อง' ปรากฏการณ์แบบนี้ที่เกิดขึ้นท่ามกลางการปิดกั้นทางศาสนานั้น ย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะอำนาจในการเผยแผ่ศาสนาส่วนใหญ่นั้นอยู่ในกำมือของสายหลักลัทธิศาสนา มีผู้อาวุโสไม่กี่ท่านเท่านั้นที่สามารถทำได้ และไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่คนใดเลย พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน จึงเจอทั้งการข่มขู่จากแบบรอบทิศ เจอข่าวลือ ข่าววิพากษ์วิจารณ์จากสังคม การข่มขู่ของอิทธิพลขาว (ราชการ) อิทธิพลดำ (วงการนักเลง) สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้เขาต้องทุกข์เข็ญแสนสาหัสทั้งกายและใจ

ด้วยเหตุนี้ ปี 1982 พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ผู้มีอายุ 38 ปี ที่เคยย้ายบ้านอยู่หลายครั้ง จึงตัดสินใจย้ายบ้านไปอยู่จนไกลโพ้น โดยมีพระพุทธโพธิสัตว์เป็นผู้ชี้แนะให้เขาย้ายครอบครัวไปที่เมืองซีแอทเติล ประเทศสหรัฐอเมริกา ณ ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย ทำให้พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้สถานที่ที่จะบำเพ็ญอย่างสงบ เขาได้สร้าง 'หลิงเซียนเกอะ' (บ้านวิญญาณเทวะ) และอาศัยชั้นบนสุดของบ้านพัก เขตปาลา เมืองซีแอทเติล ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อบำเพ็ญตนอย่างสันโดษ พยายามบำเพ็ญธรรม 'มิฝ่ะ' ทั้งหลาย ตั้งอกตั้งใจฝึกฝนบำเพ็ญแต่ 'มิฝ่ะ' ตอนนั้น พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน มีผมที่ยาวมากจนปิดหน้าปิดตา เนื่องมาจากการนั่งบำเพ็ญตนแบบไม่รู้กลางวันกลางคืน โดยไม่ยอมให้ใครมารบกวน จนเหลียนเซียง ซ่างซือ (อาจารย์แม่) ต้องเอากรรไกรมาตัดผมให้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่สมัยนั้นจะมีผู้พบเห็นว่า พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน มีผมยาวจนปิดหู และดูคล้ายทรงผมที่เหมือนหมวกเหล็ก

จากประสบการณ์ที่ให้คนมาถามปัญหาในชื่อที่รู้จักกันในนามของ 'เทพทำนาย' อย่างที่เคยกล่าวไป ทำให้พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้คบหาสมาคมกับผู้คนจำนวนมาก และ 10 กว่าปีที่เขาได้พยายามอย่างอุตสาหะในการเรียนธรรมะ ได้เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เขามีพื้นฐานแน่นแฟ้นหนาลึก และการที่ต้องหลบไปอยู่ ณ เขตปาลา เมืองซีแอทเติล ประเทศสหรัฐอเมริกาและได้บำเพ็ญตนอย่างสงบ ที่จริงแล้วก็คือลิขิตจากสวรรค์นั่นเอง

การบำเพ็ญ 'คุยหยาน' เป็นความสัมพันธ์ที่จริงแท้แน่นอน เพราะในระหว่างที่บำเพ็ญตนเงียบๆ ใน 'หลิงเซียนเกอะ' เป็นเวลาถึง 3 ปีนั้น นอกจากพระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน จะได้รับพุทธะทำนายหรือพุทธะพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าศากยมุนีแล้ว พระศรีอริยเมตไตย ยังประทานมงกุฏสีแดงให้เขา และยังได้รับการถ่ายทอดธรรมะจากปรมาจารย์คุยหยาน ปัทมาสมภพมหาสัตว์ โดยได้ถ่ายทอดธรรมะชุด 'ต้าหยวนมั่นฝ่ะ' (ธรรมพิธีสันปันนะหรือมหาสมบูรณ์) โดยมีปรมาจารย์ทางธิเบตจำนวนมากได้คอยชี้แนะสั่งสอน 'ธรรมอรรถเชิงลึก' ในระหว่างเวลาช่วงนี้เอง พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ก็นำเอา 'เจาะมิ' (คุยหธรรมแห่งกริยา) 'ชิวมิ' (คุยหธรรมแห่งบำเพ็ญ) 'ยิเจียมิ' (คุยหธรรมแห่งโยคะ) 'อู๋ซั่งยิเจียมิ' (คุยหธรรมแห่งอนุตรโยคะ) จนฝึกฝนสำเร็จทั้งหมดตามขั้นตอน ก่อนจะ ผสมผสานเข้าไปใน 'ปิหลูซิ่งไห่' (ภูตตถาตาสมุทรแห่งไวโรจนา) 8 ธรรมพิธีภายนอก 8 ธรรมพิธีภายในได้บำเพ็ญจนสำเร็จมรรคผล มีประสบการณ์บำเพ็ญธรรมและตรัสรู้ ถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือ บทประพันธ์มีจำนวนถึง 200 กว่าเล่ม

เมื่อออกบวชได้โปรดกู้สรรพสัตว์อย่างกว้างขวาง วันที่ 19 มีนาคม ปี 1986 (วันที่ 10 เดือน 2 ตามจันทรคติ) ณ 'เจินฝอมิเยี่ยน' (สวนคุยหสัตยพุทธ) เมืองเรดม่อน ประเทศสหรัฐอเมริกา พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้ตัดสินใจออกบวช โดยให้ธรรมาจารย์ซือกั่วเสียนโกนผมบวชให้ เพื่อโปรดกู้ สรรพสัตว์ โดยมีธรรมฉายาว่า "เหลียนเซิน"

นับจากปี 1981 เป็นต้นมาพระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ก็ได้รับการถ่ายทอดธรรมโดยรับพุทธาภิเษกและรับสิ่งของแสดงการมีสันคติสายตรง จากอาจารย์ทางโลกมนุษย์ของ 'คุยหยาน' ทั้งสายแดง สายขาว สายเหลืองและสายลาย และยังได้รับการรับรองจากพระอาวุโสสายขาว คือ พระคาลู รินโปเช จนถูกยกย่องว่าเป็นชาวจีนที่บำเพ็ญคุยหธรรมจนมีความสำเร็จสูงสุด

วันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1996 คาเชน รินโปเช เจ้าอาวาส แห่งวัดคามาเลเช สายขาวของ 'จั้งมิ' ได้ทำพิธี 'จ้อฉวน ต้าเตี้ยน' (พิธีนั่งบัลลังก์) ให้แก่ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ต่อมาในปีเดียวกัน กันตัยเชอปาธรรมราชา ผู้นำสูงสุดของสายเหลือง 'จั้งมิ' ได้นำเสื้อคลุมธรรมราชาซึ่งตกทอดกันมาหลายๆ สมัย หลายๆ รุ่น ของสายเหลืองมามอบให้แก่ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน และรัฐบาลมลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาได้จัดงานขึ้นเพื่อมอบรางวัลให้แก่คนที่มีชื่อเสียงทั่ว โลก พร้อมทั้งได้มอบรางวัลนี้ให้ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน หลูเซิ่งเยี่ยน เพื่อเป็นการยืนยันถึงการเป็นรินโปเชที่แท้จริง พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้กล่าวว่า "อาตมามาเพื่อสอนให้สรรพสัตว์ได้ปัญญาเพื่อบรรลุพุทธะ" เขาได้เดินทางเรียนพุทธธรรมแบบก้าวต่อก้าว และทำตามขั้นตอนบำเพ็ญจริงจนได้ตรัสรู้จริง บรรลุถึงพุทธะภายในชาตินี้ และได้ตั้งปณิธานว่า จะโปรดกู้สรรพสัตว์จนกว่ากายาเป็นผุยผง

นิกาย 'เจินฝอจง' และ 'เจินฝอมิฝ่ะ' จึงไม่เพียงแต่ช่วยเหลือคนจำนวนมากให้ผ่านด่านแห่งชีวิต สิ่งสำคัญไปมากกว่านั้นคือหลังจากได้ช่วยให้สรรพสัตว์สมหวังแล้ว ก็จะชี้นำให้บำเพ็ญตามธรรมะในสัมมาศรัทธาของศาสนาพุทธ

ใช้ปากกาเป็นไม้แจว พายเรือโปรดคนในโลกิยะ 40 ปี ตลอดระยะเวลา 40 ปีมานี้พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ไม่เคยเปลี่ยนใจ ยังคงมีจิตแน่วแน่ในการเผยแผ่ศาสนาพุทธด้วยการเขียนบทความทุกวัน พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้เขียนบทความไม่หยุด จนถึงเดือนธันวาคม 2008 ก็มีหนังสือออกมาถึง 205 เล่ม และอันที่จริงนิกาย 'เจินฝอจง' ที่ก่อตั้งมาก็มาจากหนังสือของ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน เพราะลูกศิษย์ส่วนมากได้เริ่มศึกษาพุทธธรรมจากการอ่านหนังสือมาเป็นเวลา ตั้งแต่ 1 ปี 5 ปี จนถึง 10 ปี และการได้อ่านอย่างยาวนานนี้เอง จึงทำให้พวกเขาเริ่มเข้าใจและฝึกฝน พุทธธรรมได้อย่างไม่ยากเย็นนัก หนังสือของพระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน จึงเปรียบเสมือนการให้โอวาทวาจา ชี้แนะการสอนด้วยการทำ จึงทำให้ผู้ที่อ่าน มีกำลังใจจากประสบการณ์ชีวิตของ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ทุกวันนี้พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน มีลูกศิษย์ ประมาน 5 ล้านคนทั่วโลก มีสถานที่เผยแผ่ธรรมะของ 'เจินฝอจง' ทั่วโลกรวมแล้วกว่า 400 แห่ง
ดังที่ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้กล่าวไว้ในบทประพันธ์ว่า "อาตมาได้ผ่านชีวิตที่เต็มไปด้วยกิเลส และผ่านการรับทุกข์เข็ญต่างๆ แต่ตอนนี้อาตมาหลุดพ้นแล้ว ได้รับความสุขอย่างนิรันดร์ มาถึงวันนี้อาตมาจำเป็นต้องนำวิธีของอาตมา ทัศนคติของอาตมา และความคิดของอาตมา มาเผยแพร่ให้แก่พวกท่าน"

หากย้อนมองหนทางที่ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้เดินผ่านมาก็จะทราบดีว่า พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้แสวงหาทิศทางของชีวิต ค้นหาความหมายของชีวิต เคยหกล้มและเคยร้องไห้ เพราะเราทุกคนล้วนมีชีวิตที่ธรรมดามาก่อน แต่จุดที่ต่างกันคือ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้นำเอาประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดของตนเองมาหาหนทางที่ตรัสรู้จนเจอ กลายเป็นหนทางที่หลุดพ้นจากกิเลส ความหวังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ในขณะนี้คือความหวังที่จะนำพาคนจำนวนมาก ให้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของปลายทางอีกฟากฝั่งของชีวิต ดั่งคำพูดที่ครั้งหนึ่ง พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน ได้กล่าวไว้ว่า

"พระพุทธในใจของอาตมา ไม่ใช่ดวงดาวโดดเดี่ยวในนภาอันไกลโพ้น แต่พระพุทธในใจของอาตมา ต้องระลึกถึงสรรพสัตว์และโอบอุ้มสรรพสัตว์" เพราะความรักที่มีต่อสรรพสัตว์นั้นถือกำเนิดขึ้นมาจากจิตภายในอย่างเช่น น้ำพุ สิ่งนี้จึงเป็นกำลังสำคัญที่จะหนุนให้ พระพุทธาจารย์เหลียนเซิน หลูเซิ่งเยี่ยน สามารถเดินผ่านคืนวันอันยาวนาน โดยคิดไม่โทษใคร ไม่นึกเสียดายหากว่าจะมีความผิดพลาดอะไร…เกิดขึ้น